30 กันยายน 2564

The Pyramids Decoded

The pyramids decoded : Transformations of a unit circle

a=πh/2

where a= base length, and h=height

a=L=απh/180

where L=arc length, α is in degree

https://youtu.be/qvcve_tj8Xk

03 กุมภาพันธ์ 2558

กฎจักรวาลแห่ง8 และ24 กับแรงทั้ง4 และพีระมิด

• บทนำ หมู่พีระมิดแห่งกีซา(The Three Giza Pyramids) ประเทศอียิปต์ ซึ่งมีทั้งหมดจำนวนสามองค์ ประกอบด้วย Khufu, Khafre, และ Menkaure จัดเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณที่ได้รับความสนใจจากมนุษย์ตลอดมา เป็นสถาปัตยกรรมที่มีคนหลงใหลถอดรหัสมากที่สุดอย่างหนึ่งของโลก นับแต่ยุคเซอร์นิวตัน(Sir Isaac Newton)ที่เชื่อว่าสถาปัตยกรรมของหมู่พีระมิดมีความเกี่ยวพันกับ “พลังอำนาจอันมหาศาล” และ “จำนวนตัวเลขลึกลับ ตราบถึงผลงานการถอดรหัสอันโด่งดังของ Graham Hancockในหนังสือ The Fingerprints of the Gods : The Evidence of Earth’s Lost Civilization ซึ่งเขาเสนอทฤษฎีใหม่ว่าหมู่พีระมิดมีอายุมากกว่า 12,500 ปี ทำให้การศึกษาพีระมิดแบบกระแสทางเลือก กลายเป็นหัวข้อที่ได้รับความสนใจในวงกว้าง กล่าวสำหรับนัยความหมาย ที่คาดว่าเกี่ยวข้องหรือซุกซ่อนอยู่ในหมู่พีระมิดได้แก่สิ่งต่อไปนี้ จำนวนตัวเลขลึกลับของโทธ(Numbers of Thoth) อัตราส่วนทองคำ(Golden ratio) Fibonacci numbers แสง ค่าไพ(pi) วงกลม หน่วยวัด แสงที่อยู่ตรงกลาง(fire in the middle) หน่วยวัดสัมพันธ์กับแสง monument of light และ photon at rest เป็นต้น จะเห็นได้ว่าความหมายของพีระมิด วนเวียนอยู่กับ “จำนวน ค่าไพ แสง การวัด ตัวกลาง และวงกลม” นั่นเอง ทว่าธรรมดาของการเข้ารหัสต้องมีการ “เปิดเผยและปกปิด”ไว้ในคราวเดียวกัน เพื่อป้องกันมิให้เข้าใจได้โดยง่าย ขณะเดียวกันเปิดโอกาสให้ใครสักคนสามารถสังเกตเห็นและถอดรหัสได้เช่นกัน และหากเราพิจารณาพีระมิดส่วนที่เปิดเผยและเห็นชัดที่สุดคือโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมอันได้แก่ความสูง และจำนวนด้าน(หรือขอบเหลี่ยมที่เป็นเส้นตรง)ของพีระมิด พบว่าพีระมิดประกอบจากรูป 3เหลี่ยมจำนวน 4 รูปหรือ 4 ด้าน โดยประกอบจากเส้นตรงจำนวน 8 เส้น คือที่ฐาน 4 เส้น และสูงเอียงอีก 4 เส้น รวมมีเส้นตรงจำนวน 8 เส้น ขณะเดียวกันหมู่พีระมิดแห่งกีซามีจำนวน 3 องค์ ราวกับมีเจตนาเพิ่มเติมนัยความหมายสำคัญบางประการ ดังนั้นจากสิ่งที่เปิดเผยอย่างชัดแจ้งและแบบต้องตีความกล่าวได้ว่าหมู่พีระมิดต้องการเข้ารหัส 8 และ 24(อันเกิดจากพีระมิดสามองค์ หรือ 3*8) ที่น่าประหลาดใจคือ แนวคิดของการตีความว่าสถาปัตยกรรมของพีระมิดซุกซ่อนค่า pi เอาไว้ผ่านความสัมพันธ์ ความยาวฐาน = ความสูง*pi/2นั้น พบว่าอักษรกรีก pi อยู่ลำดับที่ 16(หรือสองเท่าของแปด ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องบังเอิญที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่ยากจะบังเอิญ แล้วอะไรคือ นัยความหมายและความสำคัญของ 8 และ 24 ที่ผู้สร้างหมู่พีระมิดต้องการเข้ารหัสเอาไว้อย่างนั้นหรือ? 1. ความสำคัญของ 8 เลข 8 มักปรากฏผ่านสายตาเราอยู่เสมอและมักมีการตีความแตกต่างกันตามอารยธรรม กล่าวคือ เลข 8 ในทางอารยธรรมของวัฒนธรรมจีน เห็นว่าเลข 8 เป็นเลขมงคล เกี่ยวข้องกับเซียน ความสำเร็จและเป็นเลขนำโชค อารยธรรมตะวันตกมักมองว่าเลข 8 เป็นตัวแทนของความไม่สิ้นสุด เพราะตัวเลขพ้องกับเครื่องหมายแห่งความไม่สิ้นสุดหรือ infinity นั่นเอง ขณะที่โหราศาสตร์ไทยและอินเดียและบางสำนักมองว่าเลข 8 เป็นตัวแทนของดาวราหูคือ ความลึกลับ มัวเมา มืดมัว ความไม่รู้ และสิ่งอัปมงคล เป็นต้น กล่าวในทางฟิสิกส์และเคมี เลข 8 เป็นตัวเลขที่มีความสำคัญมาก เพราะเป็นกฎเกณฑ์สำคัญที่เรียกว่า octet rule หรือกฎแห่ง 8 ในวิชาเคมีของธาตุ 8 หมู่ ขณะเดียวกันฟิสิกส์อนุภาค จะกล่าวถึงกลูออนส์ 8สี หรือ eight of gluons หรือ color octet ในควากส์(quarks) 2. เหตุใดต้องเป็นกฎแห่ง 8 ทำไมต้องเป็นกฎแห่ง 8 แล้วเหตุใดไม่เป็นกฎแห่ง 5, 6, 7 หรือ 9 เป็นคำถามที่แสนง่าย แต่คงไม่มีใครตอบคำถามนี้ได้ เพราะเป็นเรื่องลึกซึ้งซับซ้อนมาก กรณีเคมี ได้แบ่งธาตุออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือกลุ่ม A และ B กลุ่ม A มี 8 หมู่ คือ 1A 2A 3A 4A 5A 6A 7A 8A ส่วนกลุ่ม B มี 8 หมู่เช่นเดียวกัน คือ 1B 2B 3B 4B 5B 6B 7B 8B 8B 8B จะเห็นได้ว่าธรรมชาติได้ “เผย”รูปแบบของกฎเกณฑ์ความสัมพันธ์ทางกายภาพที่สัมพันธ์กับ 8 ออกมาบางส่วน หรือแม้กระทั่งการจัดเรียงตัวของอิเลคตรอนในแต่ละชั้น แต่ละธาตุจะพยามยามจัดให้ครบ 2 และ 8 อย่างมีนัยสำคัญ เช่น Na = 2 , 8 , 1 หรือ Mg = 2 , 8 , 2 หรือ K = 2 , 8 , 8 , 1 เป็นต้น ขณะเดียวกันกฎแห่ง 8 อาจเป็นกฎที่ใช้กับปรากฏการณ์ระดับย่อยลงไปได้อีก นั่นเพราะว่า 8 เกิดจาก 2.2.2 หรือ 2^3 กล่าวคือ 8 ประกอบจาก 2 จำนวน 3 ตัว เช่น การจัดเรียงตัวตามตัวอย่างของ K = 2 , 8 , 8 , 1 จะเห็นได้ว่าอิเลคตรอนชั้นในสุด จะพยายามมีจำนวน 2 ตัว ซึ่ง 2 เป็นองค์ประกอบหนึ่งของ 8 เป็นต้น และอย่างที่ทราบกันดีในฟิสิกส์อนุภาคว่า จักรวาลนี้มีแรง 4 ชนิด คือ แรงแม่เหล็กไฟฟ้า แรงนิวเคลียร์อ่อน แรงนิวเคลียร์แข็ง และแรงโน้มถ่วง ผลรวมของแรงทั้ง 4 พยากรณ์ได้ว่าอาจปรากฏออกมาในรูปของ 8 และหรือ 24 หรือ จำนวนเท่าของ 8 ก็ได้เช่นกัน 3. 8 กับการตีความสถาปัตยกรรมพีระมิด พีระมิดแต่ละองค์ประกอบด้วยเส้นตรงจำนวน 8 เส้น หมู่พีระมิดมี 3 องค์ รวมแล้วมีเส้นตรงจำนวน 3*8 เท่ากับ 24 เส้น ตัวเลข 24 คือ เจตนาการสร้างหมู่พีระมิดอย่างนั้นหรือ? เลข 24 มีความสัมพันธ์อย่างไรต่อสัดส่วนของแรงทั้ง 4 ในจักรวาลอย่างนั้นหรือ? ก่อนอื่นลองย้อนกลับไปดูสถาปัตยกรรมโครงสร้างของพีระมิด ซึ่งมีจำนวน 4 ด้าน อาจตีความเจตนาการสร้างให้สัมพันธ์กับแรงทั้งสี่และอื่นๆได้ ดังนี้ a. หากให้แต่ละด้านของพีระมิดเป็นตัวแทนของแรงทั้ง 4 ในจักรวาล คือ แรงแม่เหล็กไฟฟ้า แรงนิวเคลียร์อ่อน แรงนิวเคลียร์แข็ง และแรงโน้มถ่วง เราจะพบว่า “ยอด”พีระมิด คือผลรวมของแรงทั้ง 4 และการรวมแรงทั้ง 4 นี้เข้าไว้ด้วยกัน กระทำอยู่บนสัดส่วนของ 8 คือ จำนวนเส้นตรงทั้ง 8 เส้น และหมู่พีระมิดมี 3 องค์ รวมจำนวนเส้นตรง 24 ดั้งนั้นแปลความได้ว่า แรงทั้ง 4 สัมพันธ์กับ 8 และ 24 ในทางใดทางหนึ่งนั่นเอง b. ค่าคงที่ทั้ง 4 ในฟิสิกส์ กล่าวคือในบรรดาค่าคงที่สำคัญทางฟิสิกส์ ที่จัดว่าเป็นค่าคงที่พื้นฐานมีเพียงจำนวน 4 ค่า คือ c, h, e, และ G เท่านั้น หากให้แต่ละด้านของพีระมิดแทนค่าคงที่แต่ละตัว พีระมิด 4 ด้านก็แทนได้ด้วยค่าคงที่ทั้ง 4 นี้ ขณะเดียวกันหมู่พีระมิดมีจำนวน 3 องค์โดยแต่ละองค์ประกอบด้วยเส้นตรง 8 เส้นนั่นคือ 3*8 หรือ 24 ย่อมตีความได้ว่า “ผลรวม”ของค่าคงที่ทั้ง 4 ในฟิสิกส์ มีความสัมพันธ์กับ 8 หรือ 24 นั่นเอง c. มิติทั้ง 4 คือ กว้าง ยาว สูง และเวลา หากกำหนดให้แต่ละด้านของพีระมิดแทนมิติทั้ง 4 คือ กว้าง(x) ยาว(y) สูง(z) และเวลา(t) หรือเขียนแบบพิกัดคือ (x,y,z,t) เราจะพบว่า มิติทั้ง 4 หรือ (x,y,z,t) จะพบกันที่ยอดพีระมิด ตีความได้ว่า ยอดพีระมิด คือจุดรวมของมิติทั้ง 4 ในจักรวาล และที่น่าประหลาดใจกว่านั้นคือ อาศัยการถอดรหัสจากความสัมพันธ์ของวงกลมกับพีระมิดพบว่า ยอดพีระมิดกับจุดศูนย์กลางของวงกลมเป็น “สิ่งเดียวกัน” และเป็นจุดรวมของ “อดีต ปัจจุบันและอนาคต”เข้าไว้ด้วยกัน ถือได้ว่ายอดพีระมิดคือ จุดที่มิติทั้ง 4 หรืออวกาศและเวลาเป็นศูนย์นั่นเอง เขียนในรูปพิกัดคือ (x,y,z,t)=(0,0,0,0) คือสิ่งที่เรียกว่า zero point หรือจุดกำเนิดของจักรวาลและสรรพสิ่งนั่นเอง แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าสัดส่วนของแรงทั้ง 4 ในจักรวาลมีค่าเท่ากับ 8 หรือ 24? 4. กฎแห่ง 24 กับฟิสิกส์ โชคดีที่ในเรื่องนี้มีนักฟิสิกส์ยุคปัจจุบันจำนวนหนึ่งสายตายาวไกล เกิดความสนใจค่าคงที่แบบไม่มีหน่วยที่เรียกว่า “ค่าคงที่คู่ควบ” หรือ the coupling constant ซึ่งในปัจจุบันมีเพียง 2 ค่า ดังนี้ 1. fine structure constant,or alpha ซึ่ง alpha นี้ ถูกนำเสนอในปี 1916 หรือ เกือบ 100 ปีที่ผ่านมา ค่า alpha เกี่ยวพันกับค่าคงที่ 3 ตัวคือ c, h, และ e ถือเอาได้ว่าค่าคงที่ทั้ง 3 เป็น “ตัวแทน”สัดส่วนของแรงทั้ง 3 ในจักรวาลคือ แรงแม่เหล็กไฟฟ้า แรงนิวเคลียร์อ่อน และแรงนิวเคลียร์แข็ง ยกเว้นแรงโน้มถ่วงซึ่งยังไม่ปรากฏในค่าคงที่คู่ควบ alpha นี้ 2. gravitational structure constant หรือ ค่าคงที่คู่ควบของสนามโน้มถ่วง สัญลักษณ์ alphaG เป็นค่าคงที่คู่ควบที่เป็นผลของสนามโน้มถ่วง ซึ่งวัดสนามโน้มถ่วงของอิเลคตรอนแบบไม่มีหน่วย มีค่าเท่ากับ 1.7518*10^-45 โดยเหตุที่ค่าคงที่คู่ควบทั้งสองจำนวนนี้ “ไม่มีหน่วย” หากนำมาดำเนินการทางคณิตศาสตร์ จะผลได้ที่สำคัญ 2 ประการดังนี้คือ 1) alpha /alphaG 4.165631*10^42 2) alphaG/alpha เท่ากับ 24.0059647*10^-44 กล่าวเฉพาะนัยความหมายสัดส่วนของแรงทั้ง 4 ผ่านสัดส่วนของค่าคงที่คู่ควบ alphaG/alpha = 24.0059647*10^-44 จะเห็นได้ว่าบ่งชี้ไปที่ 24.0000000*10^-44 อย่างมีนัยสำคัญ พูดอย่างสรุป คือสัดส่วนของแรงทั้ง 4 คือ 24 นั่นเอง ขณะที่ส่วนกลับของ 24.0000000*10^-44 คือ 4.166666 *10^42 หรือ (1/3.2^3)10^44 = 3333,33333 33333,33333 33333,33333 33333,33333 33333/2.2.2 ในเรื่องจำนวน 24 นี้ หากไฟน์แมน(Richard Phillips Feynman:1918-1988) ยังมีชีวิตอยู่และได้เห็นจำนวน 24 นี้ ผมคิดว่าเขาคงกล่าวอย่างฉงนแบบเดียวกับที่ได้กล่าวถึง fine structure constant, or alpha ว่า “It’s one of the greatest damn mysteries of physics: a magic number that comes to us with no understanding by man. แน่นอนว่าตัวเลขผลการทดลองหรือการวัดที่เป็นตัวเลข บางครั้งเราอาจไม่เข้าใจความหมายของมันในขณะนั้น แต่มันอาจบ่งชี้กฎเกณฑ์บางอย่างที่ซ่อนอยู่ซึ่งเราไม่เคยถูกค้นพบมาก่อนด้วยเช่นกัน เช่น กรณี แมกซ์เวลล์(James Clerk Maxwell:1831-1879) ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นนักฟิสิกส์ตลอดกาล 5 คนแรกของโลก เขาสังเกตผลการวัดความเร็วแสงในยุคนั้นจำนวน 2 ค่า คือ 3.14 และ 2.98*10^10 cm/s. แล้วตั้งคำถามยั่วขึ้นมาว่า “Why should the velocity of light be(practically) the same as Ampere’s constant? และในเวลาต่อมาทำให้แมกซ์เวลล์ ค้นพบทฤษฎีสำคัญยิ่งใหญ่และเป็นวรรคทองแห่งศตวรรษที่ 19 “แสง เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า” นั่นเอง นั่นคือ หากเราช่างสังเกต แล้วติดตามรอยกลิ่นมาและรู้สึกว่าใช่(smell right) ก็ต้องเพียรเดินไปตามทางนั้นอย่างสุดกำลังความสามารถ 5. กฎแห่ง 8 และ 24 ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น มีความสัมพันธ์กับ 8 ทั้งในฟิสิกส์และเคมี ไม่ใช่เรื่องบังเอิญว่าเหตุใดจึงเท่ากับ 8 ผมคิดว่าเพราะกฎแห่ง 8 เป็นกฎรากฐาน(fundamental law)ที่เป็นไปและดำรงอยู่ภายใต้กฎที่ใหญ่กว่า(mega law)คือ 24 ซึ่งเกิดจากสัดส่วนของแรงทั้ง 4 ในจักรวาลนั่นเอง หมายความต่อไปว่า ปรากฏการณ์ทางฟิสิกส์ ย่อมอยู่ในรูปของ 8 และ 24 ตลอดจนหน่วยย่อยของ 24 ซึ่งประกอบด้วย 2, 3, 4, 8, 12 และ 16 เพราะเหตุว่า 8 คือ 2.2.2 หรือ 2^3 และ 24 คือ 3*8 ขณะ 12 คือ 24/2 และ 16 คือ 2/3 ของ24 หรือ 4*8(1/2) นั่นเอง ดังนั้นหน่วยย่อยของ 24 จึงรวมไปถึงสัดส่วนหรือรากของ 2 และ 3 ด้วยเช่นกัน เช่น 1/2, 1/3, รากที่สองของ 2 และรากที่สองของ 3 เป็นต้น และภายใต้กฎแห่ง 24 เราอาจแลเห็นกฎเกณฑ์ทางฟิสิกส์เป็นจำนวนเท่าของ 24 ในรูปแบบต่างๆกัน เช่น 16 ซึ่งเกิดจาก 4*8/2 หรือ 18 แม้ดูว่าอาจไม่สัมพันธ์กับกฎแห่ง 8 โดยตรง แต่ 18 เกิดจากองค์ประกอบของ 24 ที่เป็น 2 และ 3 คือ 2*3*3 เป็นต้น แต่จะไม่ปรากฏว่ามีสัดส่วนของแรงที่เป็น 9, 10, 11, 13, 14, 15, 17 หรือ 19 โดยเด็ดขาด เพราะขัดต่อกฎแห่ง 24 นั่นเอง แน่นอนว่า จำนวนที่เป็นอื่น เช่น 5,6 และ 7 ซึ่งเป็นข้อยกเว้นของกฎแห่ง 8 อาจมีอยู่และดำรงอยู่ แต่จะพยายามมีองค์ประกอบให้ครบ 8 เพื่อความเสถียร และจำนวนมากอาจปรากฏอยู่ในกฎเกณฑ์ทางชีวเคมี เพราะผลลัพธ์ที่ได้เหล่านี้ไม่ได้เกิดจากกลไกและสัดส่วนของแรงทั้ง 4 ทางฟิสิกส์โดยตรง แต่เป็นผลของสภาพแวดล้อมและวิวัฒนาการรวมกันนั่นเอง 6. ข้อสังเกต ในตารางมาตรฐานของอนุภาค หรือ Standard Model เราจะพบเห็นจำนวนที่เป็นโครงสร้างสร้างพื้นฐานเช่นกัน โดยมีการแบ่งเป็น 2 บ้าง แบ่งเป็น 3 บ้าง แล้วแต่การจัดประเภทกลุ่ม และการแบ่งเช่นนี้ จะสัมพันธ์กับจำนวนที่เป็น 8, 12, และ 24 ด้วย เช่น เฟอร์เมียน(fermions)มี 4 ตัวคือ ควากส์(quarks) 2 อนุภาค เลปตอน(leptons) 2 อนุภาค และปฏิอนุภาค(antiparticles)อีก 4 อนุภาค รวมเป็น 8 อนุภาค แต่ละอนุภาคมี 3 รุ่น(generations or family) ดังนั้นเฟอร์เมียนมีอนุภาครวม 24 อนุภาค หรือเฟอร์เมียนมี 12 อนุภาค และปฏิอนุภาคอีก 12 รวมเป็น 24 อนุภาค ซึ่งกฎแห่ง 24 นี้ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน • บทส่งท้าย สิ่งที่เรียกว่า octet rule ของธาตุ 8 หมู่ และ eight of gluons หรือ color octet ในควากส์(quarks) เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่สัมพันธ์กับเลข 8 อย่างมีนัยสำคัญ และเผยโฉมออกมาในรูปโครงสร้างทางตัวเลขที่สวยงามและพิสดารของ 2 และ 3 คือ (1/24)10^44 = (1/3*8)10^44 =(1/3*2*2*2)10^44= 33,333,333,333,333,333,333,333,333,333,333,333,333,333,333/2.2.2 ราวกับเฉลยความลับจักรวาลแบบหมดเปลือกว่าเหตุใด 2 และ3 คือจำนวนรากฐานของ 8 และ 24 นั่นเอง บัดนี้ สิ่งที่ไฟน์แมนกล่าวไว้คือ ตัวเลขมหัศจรรย์ที่ปรากฏสู่เรา โดยปราศจากความเข้าใจของมนุษย์ กำลังถูกเฉลยแบบหงายกะลาที่ถูกคว่ำเอาไว้ ขณะเดียวกันหมู่พีระมิดแห่งกีซา อาจเข้ารหัสกฎแห่ง 8 และ 24 เอาไว้ด้วยเช่นกัน หมายความว่าหมู่พีระมิด “บังเอิญ”ได้ซุกซ่อนความลับสัดส่วนแรงทั้ง 4 ในจักรวาลคือ 24 เอาไว้กระนั้นหรือ? หากไม่ใช่เรื่องบังเอิญ คำถามสำคัญย่อมกลับมาที่เดิมคือ แล้วผู้ใดสร้างหมู่พีระมิด?

02 กุมภาพันธ์ 2558

กฎจักรวาลแห่ง 8 และ 24 กับแรงทั้ง 4 และพีระมิด

หมู่พีระมิดแห่งกีซา(The Three Giza Pyramids) ประเทศอียิปต์ ซึ่งมีทั้งหมดจำนวนสามองค์ ประกอบด้วย Khufu, Khafre, และ Menkaure จัดเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณที่ได้รับความสนใจจากมนุษย์ตลอดมา เป็นสถาปัตยกรรมที่มีคนหลงใหลถอดรหัสมากที่สุดอย่างหนึ่งของโลก นับแต่ยุคเซอร์นิวตัน(Sir Isaac Newton)ที่เชื่อว่าสถาปัตยกรรมของหมู่พีระมิดมีความเกี่ยวพันกับ “พลังอำนาจอันมหาศาล” และ “จำนวนตัวเลขลึกลับ ตราบถึงผลงานการถอดรหัสอันโด่งดังของ Graham Hancockในหนังสือ The Fingerprints of the Gods : The Evidence of Earth’s Lost Civilization ซึ่งเขาเสนอทฤษฎีใหม่ว่าหมู่พีระมิดมีอายุมากกว่า 12,500 ปี ทำให้การศึกษาพีระมิดแบบกระแสทางเลือก กลายเป็นหัวข้อที่ได้รับความสนใจในวงกว้าง กล่าวสำหรับนัยความหมาย ที่คาดว่าเกี่ยวข้องหรือซุกซ่อนอยู่ในหมู่พีระมิดได้แก่สิ่งต่อไปนี้ จำนวนตัวเลขลึกลับของโทธ(Numbers of Thoth) อัตราส่วนทองคำ(Golden ratio) Fibonacci numbers แสง ค่าไพ(pi สัญลักษณ์ p) วงกลม หน่วยวัด แสงที่อยู่ตรงกลาง(fire in the middle) หน่วยวัดสัมพันธ์กับแสง monument of light และ photon at rest เป็นต้น จะเห็นได้ว่าความหมายของพีระมิด วนเวียนอยู่กับ “จำนวน ค่าไพ แสง การวัด ตัวกลาง และวงกลม” นั่นเอง ทว่าธรรมดาของการเข้ารหัสต้องมีการ “เปิดเผยและปกปิด”ไว้ในคราวเดียวกัน เพื่อป้องกันมิให้เข้าใจได้โดยง่าย ขณะเดียวกันเปิดโอกาสให้ใครสักคนสามารถสังเกตเห็นและถอดรหัสได้เช่นกัน และหากเราพิจารณาพีระมิดส่วนที่เปิดเผยและเห็นชัดที่สุดคือโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมอันได้แก่ความสูง และจำนวนด้าน(หรือขอบเหลี่ยมที่เป็นเส้นตรง)ของพีระมิด พบว่าพีระมิดประกอบจากรูป 3เหลี่ยมจำนวน 4 รูปหรือ 4 ด้าน โดยประกอบจากเส้นตรงจำนวน 8 เส้น คือที่ฐาน 4 เส้น และสูงเอียงอีก 4 เส้น รวมมีเส้นตรงจำนวน 8 เส้น ขณะเดียวกันหมู่พีระมิดแห่งกีซามีจำนวน 3 องค์ ราวกับมีเจตนาเพิ่มเติมนัยความหมายสำคัญบางประการ ดังนั้นจากสิ่งที่เปิดเผยอย่างชัดแจ้งและแบบต้องตีความกล่าวได้ว่าหมู่พีระมิดต้องการเข้ารหัส 8 และ 24(อันเกิดจากพีระมิดสามองค์ หรือ 3*8) ที่น่าประหลาดใจคือ แนวคิดของการตีความว่าสถาปัตยกรรมของพีระมิดซุกซ่อนค่า p เอาไว้ผ่านความสัมพันธ์ ความยาวฐาน = ความสูง*p/2 นั้น พบว่าอักษรกรีก p อยู่ลำดับที่ 16 (หรือสองเท่าของ 8) ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องบังเอิญที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่ยากจะบังเอิญ แล้วอะไรคือ นัยความหมายและความสำคัญของ 8 และ 24 ที่ผู้สร้างหมู่พีระมิดต้องการเข้ารหัสเอาไว้อย่างนั้นหรือ? 1. ความสำคัญของ 8 เลข 8 มักปรากฏผ่านสายตาเราอยู่เสมอและมักมีการตีความแตกต่างกันตามอารยธรรม กล่าวคือ เลข 8 ในทางอารยธรรมของวัฒนธรรมจีน เห็นว่าเลข 8 เป็นเลขมงคล เกี่ยวข้องกับเซียน ความสำเร็จและเป็นเลขนำโชค อารยธรรมตะวันตกมักมองว่าเลข 8 เป็นตัวแทนของความไม่สิ้นสุด เพราะตัวเลขพ้องกับเครื่องหมายแห่งความไม่สิ้นสุดหรือ infinity นั่นเอง ขณะที่โหราศาสตร์ไทยและอินเดียและบางสำนักมองว่าเลข 8 เป็นตัวแทนของดาวราหูคือ ความลึกลับ มัวเมา มืดมัว ความไม่รู้ และสิ่งอัปมงคล เป็นต้น กล่าวในทางฟิสิกส์และเคมี เลข 8 เป็นตัวเลขที่มีความสำคัญมาก เพราะเป็นกฎเกณฑ์สำคัญที่เรียกว่า octet rule หรือกฎแห่ง 8 ในวิชาเคมีของธาตุ 8 หมู่ ขณะเดียวกันฟิสิกส์อนุภาค จะกล่าวถึงกลูออนส์ 8สี หรือ eight of gluons หรือ color octet ในควากส์(quarks) 2. เหตุใดต้องเป็นกฎแห่ง 8 ทำไมต้องเป็นกฎแห่ง 8 แล้วเหตุใดไม่เป็นกฎแห่ง 5, 6, 7 หรือ 9 เป็นคำถามที่แสนง่าย แต่คงไม่มีใครตอบคำถามนี้ได้ เพราะเป็นเรื่องลึกซึ้งซับซ้อนมาก กรณีเคมี ได้แบ่งธาตุออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือกลุ่ม A และ B กลุ่ม A มี 8 หมู่ คือ 1A 2A 3A 4A 5A 6A 7A 8A ส่วนกลุ่ม B มี 8 หมู่เช่นเดียวกัน คือ 1B 2B 3B 4B 5B 6B 7B 8B 8B 8B จะเห็นได้ว่าธรรมชาติได้ “เผย”รูปแบบของกฎเกณฑ์ความสัมพันธ์ทางกายภาพที่สัมพันธ์กับ 8 ออกมาบางส่วน หรือแม้กระทั่งการจัดเรียงตัวของอิเลคตรอนในแต่ละชั้น แต่ละธาตุจะพยามยามจัดให้ครบ 2 และ 8 อย่างมีนัยสำคัญ เช่น Na = 2 , 8 , 1 หรือ Mg = 2 , 8 , 2 หรือ K = 2 , 8 , 8 , 1 เป็นต้น ขณะเดียวกันกฎแห่ง 8 อาจเป็นกฎที่ใช้กับปรากฏการณ์ระดับย่อยลงไปได้อีก นั่นเพราะว่า 8 เกิดจาก 2.2.2 หรือ 2^3 กล่าวคือ 8 ประกอบจาก 2 จำนวน 3 ตัว เช่น การจัดเรียงตัวตามตัวอย่างของ K = 2 , 8 , 8 , 1 จะเห็นได้ว่าอิเลคตรอนชั้นในสุด จะพยายามมีจำนวน 2 ตัว ซึ่ง 2 เป็นองค์ประกอบหนึ่งของ 8 เป็นต้น และอย่างที่ทราบกันดีในฟิสิกส์อนุภาคว่า จักรวาลนี้มีแรง 4 ชนิด คือ แรงแม่เหล็กไฟฟ้า แรงนิวเคลียร์อ่อน แรงนิวเคลียร์แข็ง และแรงโน้มถ่วง ผลรวมของแรงทั้ง 4 พยากรณ์ได้ว่าอาจปรากฏออกมาในรูปของ 8 และหรือ 24 หรือ จำนวนเท่าของ 8 ก็ได้เช่นกัน 3. ทำไมต้อง 8 หรือ 24 พีระมิดแต่ละองค์ประกอบด้วยเส้นตรงจำนวน 8 เส้น หมู่พีระมิดมี 3 องค์ รวมแล้วมีเส้นตรงจำนวน 3*8 เท่ากับ 24 เส้น ตัวเลข 24 คือ เจตนาการสร้างหมู่พีระมิดอย่างนั้นหรือ? เลข 24 มีความสัมพันธ์อย่างไรต่อสัดส่วนของแรงทั้ง 4 ในจักรวาลอย่างนั้นหรือ? ก่อนอื่นลองย้อนกลับไปดูสถาปัตยกรรมโครงสร้างของพีระมิด ซึ่งมีจำนวน 4 ด้าน อาจตีความเจตนาการสร้างให้สัมพันธ์กับแรงทั้งสี่และอื่นๆได้ ดังนี้ a. หากให้แต่ละด้านของพีระมิดเป็นตัวแทนของแรงทั้ง 4 ในจักรวาล คือ แรงแม่เหล็กไฟฟ้า แรงนิวเคลียร์อ่อน แรงนิวเคลียร์แข็ง และแรงโน้มถ่วง เราจะพบว่า “ยอด”พีระมิด คือผลรวมของแรงทั้ง 4 และการรวมแรงทั้ง 4 นี้เข้าไว้ด้วยกัน กระทำอยู่บนสัดส่วนของ 8 คือ จำนวนเส้นตรงทั้ง 8 เส้น และหมู่พีระมิดมี 3 องค์ รวมจำนวนเส้นตรง 24 ดั้งนั้นแปลความได้ว่า แรงทั้ง 4 สัมพันธ์กับ 8 และ 24 ในทางใดทางหนึ่งนั่นเอง b. ค่าคงที่ทั้ง 4 ในฟิสิกส์ กล่าวคือในบรรดาค่าคงที่สำคัญทางฟิสิกส์ ที่จัดว่าเป็นค่าคงที่พื้นฐานมีเพียงจำนวน 4 ค่า คือ c, h, e, และ G เท่านั้น หากให้แต่ละด้านของพีระมิดแทนค่าคงที่แต่ละตัว พีระมิด 4 ด้านก็แทนได้ด้วยค่าคงที่ทั้ง 4 นี้ ขณะเดียวกันหมู่พีระมิดมีจำนวน 3 องค์โดยแต่ละองค์ประกอบด้วยเส้นตรง 8 เส้นนั่นคือ 3*8 หรือ 24 ย่อมตีความได้ว่า “ผลรวม”ของค่าคงที่ทั้ง 4 ในฟิสิกส์ มีความสัมพันธ์กับ 8 หรือ 24 นั่นเอง c. มิติทั้ง 4 คือ กว้าง ยาว สูง และเวลา หากกำหนดให้แต่ละด้านของพีระมิดแทนมิติทั้ง 4 คือ กว้าง(x), ยาว(y), สูง(z), และเวลา(t) หรือเขียนแบบพิกัดคือ (x,y,z,t) เราจะพบว่า มิติทั้ง 4 หรือ (x,y,z,t) จะพบกันที่ยอดพีระมิด ตีความได้ว่า ยอดพีระมิด คือจุดรวมของมิติทั้ง 4 ในจักรวาล และที่น่าประหลาดใจกว่านั้นคือ อาศัยการถอดรหัสจากความสัมพันธ์ของวงกลมกับพีระมิดพบว่า ยอดพีระมิดกับจุดศูนย์กลางของวงกลมเป็น “สิ่งเดียวกัน” และเป็นจุดรวมของ “อดีต ปัจจุบันและอนาคต”เข้าไว้ด้วยกัน กล่าวได้ว่ายอดพีระมิดคือ จุดที่มิติทั้ง 4 หรืออวกาศและเวลาเป็นศูนย์นั่นเอง เขียนในรูปพิกัดคือ (x,y,z,t)=(0,0,0,0) คือสิ่งที่เรียกว่า zero point หรือจุดกำเนิดของจักรวาลและสรรพสิ่งนั่นเอง คำถามสำคัญขณะนี้คือ แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าสัดส่วนของแรงทั้ง 4 ในจักรวาลมีค่าเท่ากับ 8 หรือว่า 24? โชคดีที่ในเรื่องนี้มีนักฟิสิกส์ยุคปัจจุบันจำนวนหนึ่งสายตายาวไกล เกิดความสนใจค่าคงที่แบบไม่มีหน่วยที่เรียกว่า “ค่าคงที่คู่ควบ” หรือ the coupling constant ซึ่งในปัจจุบันมีเพียง 2 ค่า ดังนี้ 1. fine structure constant, or alpha สัญลักษณ์ a ซึ่ง a นี้ถูกนำเสนอในปี 1916 หรือ เกือบ 100 ปีที่ผ่านมา ค่า a เกี่ยวพันกับค่าคงที่ 3 ตัวคือ c, h, และ e ถือเอาได้ว่าค่าคงที่ทั้ง 3 เป็น “ตัวแทน”สัดส่วนของแรงทั้ง 3 ในจักรวาลคือ แรงแม่เหล็กไฟฟ้า แรงนิวเคลียร์อ่อน และแรงนิวเคลียร์แข็ง ยกเว้นแรงโน้มถ่วงซึ่งยังไม่ปรากฏในค่าคงที่คู่ควบ a นี้ 2. gravitational structure constant หรือ ค่าคงที่คู่ควบของสนามโน้มถ่วง aG เป็นค่าคงที่คู่ควบที่เป็นผลของสนามโน้มถ่วง ซึ่งวัดสนามโน้มถ่วงของอิเลคตรอนแบบไม่มีหน่วย มีค่าเท่ากับ 1.7518*10^-45 โดยเหตุที่ค่าคงที่คู่ควบทั้งสองจำนวนนี้ “ไม่มีหน่วย” หากนำมาดำเนินการทางคณิตศาสตร์ จะผลได้ที่สำคัญ 2 ประการดังนี้คือ 1) alpha /alphaG 4.165631*10^42 2) alphaG/alpha เท่ากับ 24.0059647*10^-44 กล่าวเฉพาะนัยความหมายสัดส่วนของแรงทั้ง 4 ผ่านสัดส่วนของค่าคงที่คู่ควบ alphaG/alpha = 24.0059647*10^-44 จะเห็นได้ว่าบ่งชี้ไปที่ 24.0000000*10^-44 อย่างมีนัยสำคัญ พูดอย่างสรุป คือสัดส่วนของแรงทั้ง 4 คือ 24 นั่นเอง ขณะที่ส่วนกลับของ 24.0000000*10^-44 คือ 4.166666 *10^42 หรือ (1/3.2^3)10^44 = 3333,33333 33333,33333 33333,33333 33333,33333 33333/2.2.2 ในเรื่องจำนวน 24 นี้ หากไฟน์แมน(Richard Phillips Feynman:1918-1988) ยังมีชีวิตอยู่และได้เห็นจำนวน 24 นี้ ผมคิดว่าเขาคงกล่าวอย่างฉงนแบบเดียวกับที่ได้กล่าวถึง fine structure constant, or alpha ว่า “It’s one of the greatest damn mysteries of physics: a magic number that comes to us with no understanding by man. แน่นอนว่าตัวเลขผลการทดลองหรือการวัดที่เป็นตัวเลข บางครั้งเราอาจไม่เข้าใจความหมายของมันในขณะนั้น แต่มันอาจบ่งชี้กฎเกณฑ์บางอย่างที่ซ่อนอยู่ซึ่งเราไม่เคยถูกค้นพบมาก่อนด้วยเช่นกัน เช่น กรณี แมกซ์เวลล์(James Clerk Maxwell:1831-1879) ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นนักฟิสิกส์ตลอดกาล 5 คนแรกของโลก เขาสังเกตผลการวัดความเร็วแสงในยุคนั้นจำนวน 2 ค่า คือ 3.14 และ 2.98*10^10 cm/s. แล้วตั้งคำถามยั่วขึ้นมาว่า “Why should the velocity of light be(practically) the same as Ampere’s constant? และในเวลาต่อมาทำให้แมกซ์เวลล์ ค้นพบทฤษฎีสำคัญยิ่งใหญ่และเป็นวรรคทองแห่งศตวรรษที่ 19 “แสง เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า” นั่นเอง นั่นคือ หากเราช่างสังเกต แล้วติดตามรอยกลิ่นมาและรู้สึกว่าใช่(smell right) ก็ต้องเพียรเดินไปตามทางนั้นอย่างสุดกำลังความสามารถ 4. กฎแห่ง 8 และ 24 ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น มีความสัมพันธ์กับ 8 ทั้งในฟิสิกส์และเคมี ไม่ใช่เรื่องบังเอิญว่าเหตุใดจึงเท่ากับ 8 ผมคิดว่าเพราะกฎแห่ง 8 เป็นกฎรากฐาน(fundamental law)ที่เป็นไปและดำรงอยู่ภายใต้กฎที่ใหญ่กว่า(mega law)คือ 24 ซึ่งเกิดจากสัดส่วนของแรงทั้ง 4 ในจักรวาลนั่นเอง หมายความต่อไปว่า ปรากฏการณ์ทางฟิสิกส์ ย่อมอยู่ในรูปของ 8 และ 24 ตลอดจนหน่วยย่อยของ 24 ซึ่งประกอบด้วย 2, 3, 4, 8, 12 และ 16 เพราะเหตุว่า 8 คือ 2.2.2 หรือ 2^3 และ 24 คือ 3*8 ขณะ 12 คือ 24/2 และ 16 คือ 2/3 ของ24 หรือ 4*8(1/2) นั่นเอง ดังนั้นหน่วยย่อยของ 24 จึงรวมไปถึงสัดส่วนหรือรากของ 2 และ 3 ด้วยเช่นกัน เช่น 1/2, 1/3, รากที่สองของ 2 และรากที่สองของ 3 เป็นต้น และภายใต้กฎแห่ง 24 เราอาจแลเห็นกฎเกณฑ์ทางฟิสิกส์เป็นจำนวนเท่าของ 24 ในรูปแบบต่างๆกัน เช่น 16 ซึ่งเกิดจาก 4*8/2 หรือ 18 แม้ดูว่าอาจไม่สัมพันธ์กับกฎแห่ง 8 โดยตรง แต่ 18 เกิดจากองค์ประกอบของ 24 ที่เป็น 2 และ 3 คือ 2*3*3 เป็นต้น แต่จะไม่ปรากฏว่ามีสัดส่วนของแรงที่เป็น 9, 10, 11, 13, 14, 15, 17 หรือ 19 โดยเด็ดขาด เพราะขัดต่อกฎแห่ง 24 นั่นเอง แน่นอนว่า จำนวนที่เป็นอื่น เช่น 5,6 และ 7 ซึ่งเป็นข้อยกเว้นของกฎแห่ง 8 อาจมีอยู่และดำรงอยู่ แต่จะพยายามมีองค์ประกอบให้ครบ 8 เพื่อความเสถียร และจำนวนมากอาจปรากฏอยู่ในกฎเกณฑ์ทางชีวเคมี เพราะผลลัพธ์ที่ได้เหล่านี้ไม่ได้เกิดจากกลไกและสัดส่วนของแรงทั้ง 4 ทางฟิสิกส์โดยตรง แต่เป็นผลของสภาพแวดล้อมและวิวัฒนาการรวมกันนั่นเอง 5. ข้อสังเกต ในตารางมาตรฐานของอนุภาค หรือ Standard Model เราจะพบเห็นจำนวนที่เป็นโครงสร้างสร้างพื้นฐานเช่นกัน โดยมีการแบ่งเป็น 2 บ้าง แบ่งเป็น 3 บ้าง แล้วแต่การจัดประเภทกลุ่ม และการแบ่งเช่นนี้ จะสัมพันธ์กับจำนวนที่เป็น 8, 12, และ 24 ด้วย เช่น เฟอร์เมียน(fermions)มี 4 ตัวคือ ควากส์(quarks) 2 อนุภาค เลปตอน(leptons) 2 อนุภาค และปฏิอนุภาค(antiparticles)อีก 4 อนุภาค รวมเป็น 8 อนุภาค แต่ละอนุภาคมี 3 รุ่น(generations or family) ดังนั้นเฟอร์เมียนมีอนุภาครวม 24 อนุภาค หรือเฟอร์เมียนมี 12 อนุภาค และปฏิอนุภาคอีก 12 รวมเป็น 24 อนุภาค ซึ่งกฎแห่ง 24 นี้ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน 6. บทส่งท้าย สิ่งที่เรียกว่า octet rule ของธาตุ 8 หมู่ และ eight of gluons หรือ color octet ในควากส์(quarks) เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่สัมพันธ์กับเลข 8 อย่างมีนัยสำคัญ และเผยโฉมออกมาในรูปโครงสร้างทางตัวเลขที่สวยงามและพิสดารของ 2 และ 3 คือ (1/24)10^44 = (1/3*8)10^44 =(1/3*2*2*2)10^44= 33,333,333,333,333,333,333,333,333,333,333,333,333,333,333/2.2.2 ราวกับเฉลยความลับจักรวาลแบบหมดเปลือกว่าเหตุใด 2 และ3 คือจำนวนรากฐานของ 8 และ 24 นั่นเอง บัดนี้ สิ่งที่ไฟน์แมนกล่าวไว้คือ ตัวเลขมหัศจรรย์ที่ปรากฏสู่เรา โดยปราศจากความเข้าใจของมนุษย์ กำลังถูกเฉลยแบบหงายกะลาที่ถูกคว่ำเอาไว้ ขณะเดียวกันหมู่พีระมิดแห่งกีซา อาจเข้ารหัสกฎแห่ง 8 และ 24 เอาไว้ด้วยเช่นกัน หมายความว่าหมู่พีระมิด “บังเอิญ”ได้ซุกซ่อนความลับสัดส่วนแรงทั้ง 4 ในจักรวาลคือ 24 เอาไว้กระนั้นหรือ? หากไม่ใช่เรื่องบังเอิญ คำถามสำคัญย่อมกลับมาที่เดิมคือ แล้วผู้ใดสร้างหมู่พีระมิด?

07 ธันวาคม 2556

การเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรง (ตอนที่4)

คำอธิบายเพิ่มเติมประกอบแนวคิด นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้งโดยตรง

1.    ที่มาของนโยบาย

ก.    ผู้สมัครสายอิสระ สายพรรคการเมือง หรือสายมหาวิทยาลัย จะการประชุมร่วมกันแต่แรก จึงอาจมีบางคนถอนตัว แลกกับให้มีนโยบายของตนบรรจุไว้กับผู้สมัครบางคนที่เห็นว่ามีศักยภาพกว่าหรือสูงสุด แล้วตกลงใจช่วยหาเสียงแลกกับตำแหน่งทางการเมืองหากมีชัยชนะ แล้วแต่ข้อตกลง  ดังนั้นการถอนตัวแลกกับการบรรจุนโยบายลงตัวแทนของผู้สมัครจึงเป็นการสะสมนโยบายอย่างหนึ่ง เป็นการบูรณการนโยบายเข้าไว้ด้วยกันแล้วกลายเป็นนโยบายที่สมบูรณ์ระดับชาติในรอบสุดท้าย หรือ

ข.    การสะสมนโยบายเกิดขึ้นได้ในแต่ละรอบ  เพราะมีผู้สอบตก  ดังนั้นผู้เข้ารอบต่อไปมีสิทธินำนโยบายบางส่วนของคนตกรอบมาบรรจุเพิ่มเติมไว้ใน นโยบายของตน และอาจได้รับการสนับสนุนช่วยหาเสียง จากคนที่ตกรอบ ทำให้มีการสะสมนโยบาย และสะสมผู้ช่วยหาเสียงตามธรรมชาติ ตั้งแต่การเลือกตั้งรอบที่สองเป็นต้นไป

ค.    นโยบายรอบสุดท้าย ซึ่งมีแข่งขันกันสองคน หรือสองทีมนั้น นโยบายต้องผ่านการเห็นชอบจากรัฐเสียก่อน  เช่น ประกอบด้วยตัวแทนของกระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ ที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  สำนักนายกรัฐมนตรี อัยการสูงสุด กฤษฎีกา กระทรวงมหาดไทย เพื่อให้เป็นนโยบายที่มีประโยชน์อย่างยั่งยืน และไม่เกิดการก่อหนี้ที่ไม่จำเป็น

2.     การเสนอชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง

ก.    สายผู้สมัครอิสระ ผู้สมัครอิสระมาประชุมพร้อมกัน  และอาจมีมติให้บางคนเป็นตัวแทนของสายเพื่อเข้าต่อสู้แข่งขัน ส่วนผู้สมัครที่เหลือถอนตัวแล้วช่วยหาเสียงและบูรณาการนโยบาย ทั้งหมดไว้ด้วยกัน  เช่น ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์  ดร.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์  สมัครแบบ 2556.2 ในนามสายอิสระ และมีผู้สมัครอื่นๆ รวมแล้ว 10 คน  อาจมีการตกลงให้เหลือ 1 คน คือ ดร.ศุภชัย  เป็นตัวแทนของสายผู้สมัครอิสระ  ส่วนผู้สมัครที่เหลืออาจตกลงใจนำนโยบายเดิมของตนเองให้บรรจุในนโยบายของผู้สมัครที่เป็นตัวแทน  แล้วช่วยหาเสียงให้  และอาจมีสัญญาใจ หรือประกาศให้สาธารณะรับทราบว่า หากตนชนะ แล้วจะให้ผู้สมัครบางคนดำรงตำแหน่งในครม.  เช่น  ดร.ปุระชัย ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่ง รมว.มหาดไทย เป็นต้น

ข.    สายพรรคการเมือง  พรรคการเมืองจำนวนมากประชุมกัน แล้วอาจเสนอชื่อมาเพียง 2 ชื่อก็ได้ซึ่งเป็นตัวแทนของ 2 พรรค  ส่วนพรรคที่เหลือมาช่วยจัดทำนโยบาย และช่วยหาเสียงให้พรรคที่ตนสนับสนุน ซึ่งพอจะเห็นภาพร่างครม.ในอนาคต  หรืออาจมีการไพรมารี่ให้เหลือตัวแทนสายเพียง 1 คน(ของบางพรรคการเมือง) อาจเกิดความร่วมมือร่วมใจ ในการหาเสียงและเป็นครม.ร่วมกันในอนาคต แม้ทั้ง 2 พรรคเคยเป็นคู่ขัดแย้งกันมาก่อนก็ตาม เช่น เมื่อสายผู้สมัครอิสระ  มีมติส่งเข้าสมัคร 1 คน คือ ดร.ศุภชัย  ฝ่ายพรรคการเมืองอาจถูกบังคับ และถูกกดดันให้ต้องร่วมมือกันเฟ้นหาตัวผู้สมัครที่มีศักยภาพและฝีมือ พอสู้สายผู้สมัครอิสระได้  ซึ่งที่สุดแล้วจะเหลือผู้สมัครเพียง 1 รายชื่อเท่านั้นก็ได้

ค.    สายมหาวิทยาลัยไทย  มหาวิทยาลัยส่งตัวแทนประชุมเพื่อสรรหาและเสนอชื่อ แล้วค่อยไปทาบทาบผู้สมัครให้ได้ครบตามจำนวน  เมื่อได้ครบจำนวนแล้วจึงเรียกประชุมเสนอชื่อและหรือครม.เงา  ส่วนบางคนอาจถอนตัวในขั้นตอนนี้ แล้วมาช่วยหาเสียงในฐานะรัฐมนตรีอนาคตก็ได้  ดังนั้นสายมหาวิทยาลัย อาจเสนอชื่อเพียง 1-2 คน หรือทีมเท่านั้น ซึ่งอาจน้อยกว่าโควต้าที่กำหนดไว้  คือ 2556.1 เสนอได้ 4 ทีม หรือ 2556.2 เสนอได้ 10 รายชื่อ เป็นต้น

3.    นักการเมืองสังกัดพรรคหรือไม่?

ก.    ฝ่ายนิติบัญญัติ  อาจมาจากผู้สมัครอิสระ สังกัดพรรคการเมือง ขณะฝ่ายบริหารอาจมาจากอิสระ หรือสังกัดพรรคใดก็ได้ ดังนั้นพยากรณ์ได้ยากว่าในแต่ละวาระสมัยนั้น ฝ่ายใดครองเสียงข้างมาก ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจเลือกของประชาชนในแต่ละยุค

ข.    การออกแบบระบบ  กรณีเหตุการณ์ตามข้อ 3 ก ยากพยาการณ์ได้ว่าฝ่ายนิติบัญญัติ จะเห็นชอบกับนายกรัฐมนตรีทุกกรณี หรือไม่ เพื่อแก้ปัญหากรณีเกิดความขัดแย้งระหว่างนายกรัฐมนตรี กับฝ่ายนิติบัญญัติ เช่น หาก พรบ.งบประมาณไม่ผ่านสภาผู้แทน ฯลฯ  จึงต้องมีการออกแบบกลไกให้สองสถาบันการเมืองนี้ ทำงานร่วมกันอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ เช่น เกณฑ์ของจำนวนเสียงขั้นต่ำของมติ  อำนาจของวุฒิสภาในการยับยั้งกฎหมาย และสุดท้ายคือการใช้ประชามติ ในกรณีเกิดความขัดแย้งอันไม่อาจตกลงกันได้ ซึ่งการออกกลไกเหล่านี้ จะได้มีการอภิปราย  หรือเสวนาในทฤษฎีทางรัฐศาสตร์กันต่อไป

การเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรง (ตอนที่3)

ผลดีและประโยชน์ของระบบ นายกรัฐมนตรีจากการเลือกตั้งโดยตรง

สภาพปัญหา
ระบบรัฐสภา(ปัจจุบัน)
เลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรง
1 การซื้อเสียง

ซื้อเสียงผ่านหัวคะแนนและนักการเมืองท้องถิ่นและอิทธิพลของกำนันผู้ใหญ่บ้าน เกิดการทุจริตถอนทุนและตุนเงินไว้รอซื้อเสียงเลือกตั้งรอบใหม่ เพราะหากชนะเลือกตั้งได้เป็นรัฐบาล มีอำนาจดูแลงบประมาณแผ่นดิน ทำให้การซื้อเสียงคุ้มค่าและกล้าเสี่ยง นอกจากนี้การยกมือในสภาให้ผ่านมติแลกกับเงินก็เป็นการซื้อเสียงอย่างหนึ่ง
ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง การซื้อเสียงให้เป็นนายกฯกระทำได้ยากหรือมิได้เลย ทำให้ไม่จูงใจให้ซื้อเสียง ขณะที่ผู้แทนฝ่ายนิติบัญญัติไม่มีอำนาจในการใช้งบประมาณโดยตรง ทั้งนายกฯอาจเป็นผู้สมัครอิสระ หรือพรรคฝ่ายตรงข้ามกัน ดังนั้นย่อมไม่จูงใจสมาชิกรัฐสภาให้ซื้อเสียงเข้ามา  เพราะเสี่ยงไม่คุ้มทุน  หากการเมืองระดับชาติดี ย่อมบังคับให้ระดับท้องถิ่นต้องดีตามไปด้วย โดยอาจไม่ต้องปรับปรุงระบบในระดับท้องถิ่น
2 การทุจริตของนักการเมือง
การทุจริตมีสาเหตุหนึ่งจากการลงทุนซื้อเสียงแล้วต้องถอนทุน ส่วนอีกสาเหตุนั้นเกิดจากความโลภของฝ่ายบริหาร และยิ่งเป็นรัฐบาลผสม  ทำให้พรรคร่วมรัฐบาลมีอำนาจต่อรองมาก  ทำให้นายกฯไม่อาจควบคุมการทุจริตของพรรคร่วมได้
การมีนายกฯมาจากการเลือกตั้งระดับประเทศ ทำให้เป็นระบบที่ไม่ต้องการหัวคะแนน หรือนักการเมืองท้องถิ่นมาช่วยหาเสียง เพราะเป็นการเมืองระดับชาติ นโยบายระดับชาติ ไม่มีความสัมพันธ์ส่วนตัว  ผู้สมัครนายกฯไม่ลงทุนหาเสียง เพราะรัฐอุดหนุนค่าใช้จ่าย จึงไม่มีเหตุจูงใจให้ทุจริต ทั้งนายกฯแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีโดยเสรี โดยมาจากนักวิชาการอิสระก็ได้ ดังโบราณว่า “หัวไม่ส่ายหางไม่กระดิก”ทำให้การเมืองระดับท้องถิ่นก้าวหน้าตามไปด้วย
3 เสถียรภาพของรัฐบาล

รัฐบาลมีเสถียรภาพน้อย ส่วนใหญ่ไม่อาจครองเสียงข้างมากในสภาได้ ได้รัฐบาลผสม พรรคร่วมรัฐบาลมีอำนาจมากในการต่อรองย้ายข้าง  ทำให้รัฐบาลอ่อนแอ  ไร้ประสิทธิภาพ ควบคุมการทุจริตพรรคร่วมยากเพราะยอม นโยบายขาดความต่อเนื่อง แต่บางสมัยรัฐบาลอาจมีเสถียรภาพมาก พรรคเดียวครองเสียงข้างมากในสภา  พรรคได้รับความนิยมมาก  ทำให้มติพรรคมีอำนาจมากเหนือความถูกต้องชอบธรรม หรือเหนือเอกสิทธิ์การลงมติของผู้แทน ทำให้เกิดพวกมากลากไปได้ง่าย
การแต่งตั้งและให้พ้นตำแหน่งเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรีโดยตรง ไม่มีอำนาจต่อรองของพรรคการเมืองได้  เพราะนายกต้องรับผิดชอบโดยตรงต่อประชาชน ทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพ มิใช่การต่อรองตำแหน่งตามโควต้าของมุ้งในพรรคอย่างระบบรัฐสภา ทำให้ชาติก้าวหน้า เจริญ รุ่งเรืองทัดเทียมอารยะประเทศในที่สุด
4 การทุจริตและซื้อซื้อตำแหน่งของข้าราชการ

ข้าราชการซื้อตำแหน่งจากหน่วยเหนือและนักการเมือง  และทำให้ต้องหาเงินจากสิ่งผิดกฎหมาย  เรียกรับเงินโดยทุจริตในตำแหน่งหน้าที่  ขรก.ระดับล่างหาเงินซื้อตำแหน่งจากหน่วยเหนือ หน่วยเหนือซื้อตำแหน่งจากนักการเมือง หรือยอมเป็นพวกอยู่ใต้อิทธิพลฝ่ายการเมืองแลกกับการโยกย้ายเลื่อนตำแหน่งแต่งตั้ง เป็นวังวนความชั่วร้ายไม่สิ้นสุด
นายกฯมาจากผู้สมัครอิสระ สังกัดพรรค หรือสายมหาวิทยาลัยก็ได้ ความไม่แน่นอนนี้ทำให้ข้าราชการไม่อาจเลือกข้างพรรคใดได้ ทั้งนายกฯมาจากการเลือกตั้งระดับประเทศมาจากสายใดก็ได้ ทำให้ข้าราชการมีความมั่นใจว่าจะไม่ถูกกลั่นแกล้งโยกย้าย ทั้งผู้แทนในสภาไม่มีอำนาจแบบระบบรัฐสภา(ที่อาจเป็นสมาชิกพรรคร่วมรัฐบาล)ทำให้ผู้แทนไม่มีบทบาทต่อข้าราชการโดยตรง ย่อมไม่เกิดการล้วงลูกให้วุ่นวาย
5.ปัญหาการบริหารราชการแผ่นดิน
ระบบปัจจุบันมีองค์กรอิสระจำนวนมาก และไม่มีเกณฑ์การรับคำร้องที่ดีพอ ทำให้ตกเป็นเครื่องมือทางการเมือง ร้องขอให้ตีความหยุมหยิม  เฟ้อ และเลยเถิด ทำให้บริราชการแผ่นดินล่าช้า ไร้ประสิทธิภาพ ไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์
เพื่อให้นายกฯที่เป็นตัวแทนของมหาประชาชนได้ทำงานในตำแหน่งอย่างราบรื่น
อาจต้องยุบเลิกองค์กรอิสระที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง เช่น ศาลปกครอง ศาลรธน. ปปช. กสม. ผู้ตรวจการแผ่นดิน แล้วให้สนง.คณะกรรมการกฤษฎีกา กรรมการรัฐธรรมนูญ อัยการสูงสุด และมูลนิธิเอกชนทำหน้าที่แทนกสม.ตามลำดับ เว้นแต่องค์กรอิสระปัจจุบัน ถูกเปลี่ยนแปลงที่มาของกรรมการ และมีเกณฑ์การรับคำร้องที่ดี  จึงอาจให้มีองค์กรอิสระไว้ต่อไปได้
6.ความต่อเนื่องของนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจสังคม
เนื่องจากรัฐบาลไม่มีเสถียรภาพ มีอายุสั้น ต้องยุบสภา และลาออกบ่อย  เมื่อได้รัฐบาลใหม่  มีนโยบายอันใหม่มาแทนที่รัฐบาลเก่า ทำให้การพัฒนาเศรษฐกิจสังคมของชาติสะดุด และไม่ต่อเนื่อง  ผลที่ได้คือ ทำให้ประเทศไทยล้าหลังกว่าประเทศเพื่อนบ้านมาก
นายกรัฐมนตรีมีโอกาสอยู่ในตำแหน่งครบวาระคือ 5-6 ปี ทำให้การผลักดันนโยบาย แผนงาน โครงการเป็นไปอย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่อง ทั้งผู้แทนฝ่ายนิติบัญญัติก็ไม่มีหน้าที่โดยตรงในฝ่ายบริหาร จึงไม่อาจก้าวก่ายการทำงานได้ ทำให้การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมมีรูปธรรมที่ชัดเจน เป็นสังคมที่ฝ่ายบริหารทำงานด้วยสติปัญญาและเหตุผลกว่าระบบปัจจุบันมาก
7.ปัญหาการถ่ายทอดสดการประชุมสภา
ปัจจุบันมีการถ่ายทอดสดประชุมสภา โดยเฉพาะญัตติไม่ไว้วางใจ มีการประท้วง วาจาหยาบคาย กิริยาคุกคาม ขว้างปาสิ่งของ เล่นเกมการเมืองจนเลยเถิด ทำให้ประชาชนเบื่อและเสื่อมศรัทธาในระบอบประชาธิปไตย เพราะนักการเมืองจ้องคอยแต่ทำลายฝ่ายตรงข้ามทุกรูปแบบ ใช้แต่สำนวนโวหาร เสียดสีฝ่ายตรงข้าม มากกว่าการอภิปรายเนื้อหาสาระแบบทางวิชาการที่ประชาชนฟังแล้วได้ความรู้
การถ่ายทอดสดประชุมทั่วไปของสภา เป็นการอภิปรายปัญหาเศรษฐกิจและสังคม มีเนื้อหาและบรรยากาศแบบทางวิชาการ ทำให้ประชาชนสนใจอยากติดตาม ได้สาระความรู้  และตอบคำถามแบบสาระความรู้  เพราะไม่ใช่การอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ การถ่ายทอดสดทำให้ประชาชนศรัทธาระบอบการปกครองและมีความหวงแหนอยากปกป้องรักษา เกิดการเรียนรู้ทางการเมือง เป็นการปิดทางมิให้เรียกหาอำนาจนอกระบบบอีกต่อไป
8.พลังเงียบ
กลุ่มจัดตั้งมีพลังอำนาจและเสียงดังกว่าพลังเงียบที่มีจำนวนมาก เพราะระบบรัฐสภาบังคับให้สังกัดพรรค ทำให้ตัดสิทธิผู้สมัครอิสระ
พลังเงียบมีบทบาทมากขึ้น ทั้งการสมัครรับเลือกตั้งนายกและสมาชิกรัฐสภา เพราะไม่บังคับให้ผู้สมัครสังกัดพรรค และการที่ประชาชนเสนอชื่อผู้สมัครอิสระได้เอง ช่วยผู้สมัครหาเสียง หรือให้เงินบริจาค  ทำให้พลังเงียบกลายเป็นยักษ์ที่ถูกปลุกให้ตื่น
9.ปัญหาการบังคับใช้กฎหมาย
ระบบปัจจุบัน ทำให้นักการเมือง รัฐบาล หัวคะแนน นักการเมืองท้องถิ่น ข้าราชการ การทุจริตและสิ่งผิดกฎหมายมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด  เพราะข้าราชการเกรงกลัวอำนาจอิทธิพลฝ่ายการเมือง ขณะฝ่ายการเมืองพึ่งพาหัวคะแนนและนักการเมืองท้องถิ่นในการหาเสียง ทำให้ธุรกิจผิดกฎหมายของหัวคะแนนทั้งหลายดำรงอยู่ได้ โดยข้าราชการไม่กล้าแตะต้อง แถมคอยคุ้มครองดูแล  ทำให้กฎหมายไม่มีสภาพบังคับกับสมาชิกของเครือข่ายทางการเมือง ทำให้เกิดสภาพบ้านเมืองไม่มีขื่อแปในที่สุด

นายกรัฐมนตรีอาจมาจากช่องทางใดใน 3 สาย อันยากพยากรณ์ทำให้การจับขั้วทางการเมืองมีพลวัตรที่ไม่แน่นอน ยากแก่การผูกขาด ทั้งการหาเสียงเลือกตั้งมีเงินอุดหนุนทำให้ไม่ต้องพึ่งพาผู้แทน นักการเมืองท้องถิ่นและหัวคะแนน  ทำให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปได้จริง เพราะไม่ต้องเกรงใจผู้แทน หรือหัวคะแนน ขณะเดียวกันรัฐมนตรีร่วมครม.นายกเสนอแต่งตั้งได้โดยอิสระมากกว่าโควต้าการต่อรองของพรรคร่วมรัฐบาลในระบบรัฐสภา  ทำให้นายกมีอำนาจต่อรองสูงคนร่วมครม.ได้สูง  มีอำนาจและอิสระมากขึ้นในการบังคับใช้กฎหมายเมื่อเปรียบเทียบกับระบบรัฐสภาของไทย

06 ธันวาคม 2556

การเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรง (ตอนที่2)



ตามที่ได้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรงในปัจจุบัน  โดยประเด็นที่เป็นแกนกลางของปัญหาคือ ข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริต การละเมิดหลักนิติรัฐนิติธรรม การครอบงำผูกขาดทางการเมือง การซื้อเสียงเลือกตั้ง  การซื้อขายตำแหน่งราชการ กฎหมายมีสภาพบังคับน้อย  ทำให้เศรษฐกิจและสังคมของชาติได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง  ขณะเดียวกันมีการเสนอทางออกให้มีการจัดตั้งสภาประชาชน  และนายกพระราชทานตามมาตร 7 แห่งรัฐธรรมนูญ ซึ่งทั้งสองประการนี้ยังไม่เป็นที่ยุติว่าจะแก้ไขปัญหาของชาติได้แต่ประการใด  เพราะยังมีความคิดเห็นแตกต่างกันเป็นอย่างมาก

เพื่อเป็นการออกไปจากวังวนแห่งปัญหานี้ จึงขอเสนอความคิดเห็นทางรัฐศาสตร์เรื่อง การเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรง ที่วางอยู่บนรากฐานอันมั่นคงของหลักการระบอบประชาธิปไตย คือ

๑.    อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน  และประชาชนเป็นองค์อธิปัตย์ผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญตามทฤษฎีสัญญาประชาคม
๒.    คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามหลักนิติรัฐนิติธรรม และรัฐต้องดำรงอยู่อย่างมั่นคงปลอดภัย
๓.    มีการเลือกตั้งผู้แทนทางตรงและหรือทางอ้อม
๔.    ปกป้องเสียงข้างมากและคุ้มครองเสียงข้างน้อย
๕.    ตรากฎหมายตามหลักนิติรัฐนิติธรรม โดยฝ่ายนิติบัญญัติที่มาจากตัวแทนของปวงชนชาวไทย
๖.    อำนาจรัฐต้องถูกตรวจสอบถ่วงดุลโดยสถาบันทั้งสาม คือ นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ
๗.    การมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยตรง เช่น ประชามติ เสนอร่างกฎหมาย เสนอแก้รัฐธรรมนูญ เสนอถอดถอน ฯลฯ

เพื่อให้รัฐบาลมีเสถียรภาพและเข้มแข็ง พลังเงียบมีที่ยืน คนดีมีฝีมือกล้าอาสารับใช้บ้านเมือง ให้ปัญญาและเหตุผลนำสังคมประเทศชาติ รัฐบาลนำนโยบายแผนงานโครงการไปปฏิบัติอย่างจริงจังต่อเนื่อง ประเทศชาติพัฒนาก้าวหน้า ประชาชนมั่งคั่งเป็นสุข ประเทศชาติมั่นคงปลอดภัย ประชาชนเลือกผู้นำของตนเองตามวาระ ป้องกันการใช้เิงินหว่านซื้อเสียง ลดอิทธิพลของหัวคะแนน นักการเมืองท้องถิ่นและนักการเมืองระดับชาติ ข้าราชการไม่ตกอยู่ใต้อาณัติอิทธิพลของนักการเมือง การทุจริตโกงกินจางหายไป

จึงขอเสนอตัวแบบของระบบการปกครองไทย โดยนายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้งโดยตรง ดังนี้



คำอธิบายเพิ่มเติม

แบบที่ 1  ประชาธิปไตย 2556.1

ลำดับที่ 28 ระบบการเลือกตั้ง

1.    ระบบการเลือกตั้ง
•    เลือกตั้งนายกรัฐมนตรี(พร้อมคณะรัฐมนตรี10คน) โดยให้เลือกตั้ง 3 รอบ แบ่งเป็น 3 สาย คือ  ผู้สมัครอิสระ ผู้สมัครสังกัดพรรค และผู้สมัครที่สรรหาโดยมหาวิทยาลัย  ในการแข่งขันแต่ละรอบเป็นการแข่งขันของแต่ละทีมในสายเดียวกัน กระทั่งรอบที่ 3  เหลือผู้สมัคร 2 สายๆละ1 ทีม ให้ประชาชนเลือก 1 ทีม
•    การแบ่งสายเลือกตั้งออกเป็น 3 สาย  เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่มิได้เป็นสมาชิกพรรคการเมือง  เป็นกลางทางการเมือง  และพลังเงียบ ได้มีโอกาสรับเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี  เพื่อสร้างความเป็นธรรม ความเสมอภาค และความสามารถแข่งขันกับพรรคการเมืองได้  ขณะที่การเปิดให้มีสายมหาวิทยาลัยเพื่อให้ ผู้ทรงปัญญาความรู้ของชาติ ได้มีบทบาทในการสร้าอนาคตของประเทศชาติ
•    ก่อนเลือกตั้งรอบที่ 1 ให้มีการไพรมารี่(primary)เพื่อกลั่นกรองผู้สมัครที่อาจมีจำนวนมากให้เหลือจำนวนตามเกณฑ์ที่กำหนด โดยให้ผู้สมัครแต่ละทีมนำเสนอนโยบาย  แล้ววัดคะแนนความนิยมให้เหลือผู้สมัครรับเลือกตั้งสายละ 4 ทีม โดยการสำรวจคะแนนความนิยมอาจทำได้โดยการสุ่ม หรือโดยวิธีการอื่นใด ที่สุจริตเที่ยงธรรม หรือ
•    ตั้งเกณฑ์ให้ผู้สมัครอิสระที่ได้คะแนนนิยมเกินลำดับที่10  จะถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 6 ปี  ยกเว้นมีผู้สมัครรับเลือกตั้งแต่ละสายไม่ครบ 4 ทีม ไม่ต้องจัดให้มีไพรมารี่ก็ได้  หรือ
•    ผู้สมัครอิสระแต่ละทีม ต้องมีรายชื่อผู้สนับสนุน 100, 000 คน และต้องมาจากรายภาคละเท่ากันคือ ภาคละ 20,000 คน  และให้เรียกเก็บค่าสมัครรับเลือกตั้งคนละ 100, 000 บาท
•    มาตรการทั้ง 3 ข้อดังกล่าว  เป็นไปเพื่อกลั่นกรองและป้องกันมิให้มีจำนวนผู้สมัครรับเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีมีมากเกินไป กระทั่งทำให้ยากลำบากในการจดจำหมายเลขและการออกแบบบัตรเลือกตั้ง ทั้งนี้การเพิ่มเกณฑ์ให้สูงขึ้นจะไปกลั่นกรองให้เหลือผู้สมัครรับเลือกตั้งมีจำนวนลดลง แล้วจึงมีสิทธิเข้าสู่รอบการแข่งขัน
•    ในรอบที่ 1  ผู้สมัครรับเลือกตั้งทั้ง 3 สาย  ประกาศนโยบายและหาเสียง แล้วให้ประชาชนมีสิทธิลงคะแนนเลือกได้ไม่เกิน 3  คน(ทีม) ให้ผู้ได้คะแนนสูงสุด 2 คน(ทีม)แรกของแต่ละสาย  เข้ารอบต่อไป
•    ในรอบที่ 2 มีผู้สมัครรับเลือกตั้งเหลือสายละ 2 คน(ทีม) ประกาศนโยบายและหาเสียง(และเพิ่มเติม)ให้ประชาชนมีสิทธิลงคะแนนเลือกได้ไม่เกิน 2 คน(ทีม)  แล้วให้ผู้ได้คะแนนลำดับสูงสุดของ 2 สายแรก เข้ารอบต่อไป
•    ในรอบที่ 3(รอบสุดท้าย) เหลือผู้สมัครรับเลือกตั้งเพียง 2 คน(ทีม)  ให้ประชาชนเลือก 1  คน(ทีม) เพื่อให้ได้นายกรัฐมนตรีที่ได้คะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
•    นายกรัฐมนตรีรักษาการเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
•    ระยะเวลานับตั้งแต่ไพรมารี่กระทั่งสิ้นสุดการเลือกตั้งใช้เวลาไม่เกิน  6 เดือน
•    นโยบายหาเสียง  ให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งประกาศนโยบายและหาเสียง  โดยรัฐอุดหนุนค่าใช้จ่ายนับตั้งแต่รอบแรกอย่างเพียงพอ  ผ่านทีวี  วิทยุ  หนังสือพิมพ์  อินเตอร์เน็ต  และป้ายหาเสียงตามจุดที่กำหนดไว้เท่านั้น

2.    คณะรัฐมนตรี
•    นากยกรัฐมนตรีแต่งตั้งรองนายกและรัฐมนตรี โดยอาจแต่งตั้งคู่แข่งทางการเมืองจากผู้สมัครรับเลือกตั้ง ที่ตกรอบเป็นต้นไป หรือบุคคลภายนอกก็ได้
•    ในกรณีแต่งตั้งรองนายก หรือรัฐมนตรีจากบุคคลภายนอก ต้องได้รับการรับรองคุณสมบัติจากวุฒิสภาเสียก่อน
•    ในกรณีเกิดความขัดแย้งในการตรากฎหมาย  พรบ.งบประมาณ หนังสือสำคัญระหว่างประเทศ  และกรณีอื่นใดที่มิได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญระหว่างนายกรัฐมนตรี  หรือคณะรัฐมนตรี  กับสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา หรือรัฐสภา ให้กกต. จัดทำประชามติ โดยคำแนะนำของกรรมการรัฐธรรมนูญ  เพื่อยุติปัญหาความขัดแย้งนั้น(เป็นหัวข้อใหญ่ที่ต้องผ่านการอภิปรายทางวิชาการรัฐศาสตร์อย่างเป็นระบบ เพื่อให้ได้ข้อยุติ)

แบบที่ 2  ประชาธิปไตย 2556.2

ลำดับที่ 28 ระบบการเลือกตั้ง

1.    ระบบการเลือกตั้ง
•    เลือกตั้งนายกรัฐมนตรี  โดยให้เลือกตั้ง 3 รอบ แบ่งเป็น 3 สาย คือ  ผู้สมัครอิสระ ผู้สมัครสังกัดพรรค และผู้สมัครที่สรรหาโดยมหาวิทยาลัย การแข่งขันในแต่ละรอบเป็นการแข่งขันในสาย  แล้วในรอบที่ 3  เหลือผู้สมัครเพียง 2 สายๆละ1 คน ให้ประชาชนเลือก
•    การแบ่งสายเลือกตั้งออกเป็น 3 สาย เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่มิได้เป็นสมาชิกพรรคการเมือง  เป็นกลางทางการเมือง  และพลังเงียบ ได้มีโอกาสรับเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี  เพื่อสร้างความเป็นธรรม ความเสมอภาค และความสามารถแข่งขันกับพรรคการเมืองได้  ขณะที่การเปิดให้มีสายมหาวิทยาลัยเพื่อให้ ผู้ทรงปัญญาความรู้ของชาติ ได้มีบทบาทในการสร้าอนาคตของประเทศชาติ

•    ก่อนเลือกตั้งรอบที่ 1
(1)ให้มีการไพรมารี่(primary)เพื่อกลั่นกรองผู้สมัครที่อาจมีจำนวนมากให้เหลือจำนวนตามเกณฑ์ที่กำหนด โดยให้ผู้สมัครแต่ละทีมนำเสนอนโยบาย  แล้ววัดคะแนนความนิยมให้เหลือผู้สมัครรับเลือกตั้งสายละ 10 คน โดยการสำรวจคะแนนความนิยมอาจทำได้โดยการสุ่ม หรือโดยวิธีการอื่นใด ที่สุจริตเที่ยงธรรม หรือ
(2)ตั้งเกณฑ์ให้ผู้สมัครอิสระที่ได้คะแนนนิยมเกินลำดับที่ 10 จะถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 6 ปี  ยกเว้นมีผู้สมัครรับเลือกตั้งแต่ละสายไม่ครบ 10 คน ไม่ต้องจัดให้มีไพรมารี่ก็ได้  หรือ
(3)ผู้สมัครอิสระแต่ละคน  ต้องมีรายชื่อผู้สนับสนุน 100, 000 คน และต้องมาจากรายภาคละเท่ากันคือ ภาคละ 20,000 คน  และให้เรียกเก็บค่าสมัครรับเลือกตั้งคนละ 100, 000 บาท
•    มาตรการทั้ง 3 ข้อดังกล่าว  เป็นไปเพื่อกลั่นกรองและป้องกันมิให้มีจำนวนผู้สมัครรับเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีมีมากเกินไป กระทั่งทำให้ยากลำบากในการจดจำหมายเลขและการออกแบบบัตรเลือกตั้ง ทั้งนี้การเพิ่มเกณฑ์ให้สูงขึ้นจะไปกลั่นกรองให้เหลือผู้สมัครรับเลือกตั้งมีจำนวนลดลง แล้วจึงมีสิทธิเข้าสู่รอบการแข่งขัน

•    ในรอบที่ 1  ผู้สมัครรับเลือกตั้งทั้ง 3 สาย คือ 30 คน ประกาศนโยบายและหาเสียง แล้วให้ประชาชนมีสิทธิลงคะแนนเลือกได้ไม่เกิน  5  คน  ให้ผู้ได้คะแนนสูงสุด 5 คนแรกของแต่ละสาย  เข้ารอบต่อไป
•    ในรอบที่ 2  มีผู้สมัครรับเลือกตั้งเหลือสายละ 5 คน ให้ประกาศนโยบายและหาเสียง(และเพิ่มเติม)ให้ประชาชนมีสิทธิลงคะแนนเลือกได้  3 คน แล้วให้ผู้ได้คะแนนสูงสุด 2 สายแรก เข้ารอบสายละ 1 คนต่อไป
•    ในรอบที่ 3(รอบสุดท้าย) เหลือผู้สมัครรับเลือกตั้งเพียง 2 มาจาก  2 สาย  ให้ประชาชนเลือก 1  คน เพื่อให้ได้นายกรัฐมนตรีที่ได้คะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
•    นายกรัฐมนตรีรักษาการเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
•    ระยะเวลานับตั้งแต่ไพรมารี่กระทั่งสิ้นสุดการเลือกตั้งใช้เวลาไม่เกิน  6 เดือน
•    นโยบายหาเสียง  ให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งประกาศนโยบายและหาเสียง  โดยรัฐอุดหนุนค่าใช้จ่ายนับตั้งแต่รอบแรกอย่างเพียงพอ  ผ่านทีวี  วิทยุ  หนังสือพิมพ์  อินเตอร์เน็ต  และป้ายหาเสียงตามจุดที่กำหนดไว้เท่านั้น

2.    คณะรัฐมนตรี
•    นากยกรัฐมนตรีแต่งตั้งรองนายกและรัฐมนตรี โดยอาจแต่งตั้งคู่แข่งทางการเมืองจากผู้สมัครรับเลือกตั้ง ที่ตกรอบเป็นต้นไป หรือบุคคลภายนอกก็ได้
•    ในกรณีแต่งตั้งรองนายก หรือรัฐมนตรีจากบุคคลภายนอก ต้องได้รับการรับรองคุณสมบัติจากวุฒิสภาเสียก่อน
•    ในกรณีเกิดความขัดแย้งในการตรากฎหมาย  พรบ.งบประมาณ หนังสือสำคัญระหว่างประเทศ  และกรณีอื่นใดที่มิได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญระหว่างนายกรัฐมนตรี  หรือคณะรัฐมนตรี  กับสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา หรือรัฐสภา ให้กกต. จัดทำประชามติ โดยคำแนะนำของกรรมการรัฐธรรมนูญ  เพื่อยุติปัญหาความขัดแย้งนั้น(เป็นหัวข้อใหญ่ที่ต้องผ่านการอภิปรายทางวิชาการรัฐศาสตร์อย่างเป็นระบบ เพื่อให้ได้ข้อยุติ)








การเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรง

การเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรง

เพื่อให้รัฐบาลมีเสถียรรภาพและเข้มแข็ง พลังเงียบมีที่ยืน คนดีมีฝีมือกล้าอาสารับใช้บ้านเมือง ให้ปัญญาและเหตุผลนำสังคมประเทศชาติ รัฐบาลนำนโยบายแผนงานโครงการไปปฏิบัติอย่างจริงจังต่อเนื่อง ประเทศชาติพัฒนาก้าวหน้า ประชาชนมั่งคั่งเป็นสุข ประเทศชาติมั่นคงปลอดภัย ประชาชนเลือกผู้นำของตนเองตามวาระ ป้องกันการใช้เิงินหว่านซื้อเสียง ลดอิทธิพลของหัวคะแนน นักการเมืองท้องถิ่นและนักการเมืองระดับชาติ ข้าราชการไม่ตกอยู่ใต้อาณัติอิทธิพลของนักการเมือง การทุจริตโกงกินจางหายไป

จึงขอเสนอตัวแบบของระบบการปกครองไทย โดยนายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้งโดยตรง ดังนี้



คำอธิบายประกอบ (กำลังจัดทำ)