07 ธันวาคม 2556

การเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรง (ตอนที่4)

คำอธิบายเพิ่มเติมประกอบแนวคิด นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้งโดยตรง

1.    ที่มาของนโยบาย

ก.    ผู้สมัครสายอิสระ สายพรรคการเมือง หรือสายมหาวิทยาลัย จะการประชุมร่วมกันแต่แรก จึงอาจมีบางคนถอนตัว แลกกับให้มีนโยบายของตนบรรจุไว้กับผู้สมัครบางคนที่เห็นว่ามีศักยภาพกว่าหรือสูงสุด แล้วตกลงใจช่วยหาเสียงแลกกับตำแหน่งทางการเมืองหากมีชัยชนะ แล้วแต่ข้อตกลง  ดังนั้นการถอนตัวแลกกับการบรรจุนโยบายลงตัวแทนของผู้สมัครจึงเป็นการสะสมนโยบายอย่างหนึ่ง เป็นการบูรณการนโยบายเข้าไว้ด้วยกันแล้วกลายเป็นนโยบายที่สมบูรณ์ระดับชาติในรอบสุดท้าย หรือ

ข.    การสะสมนโยบายเกิดขึ้นได้ในแต่ละรอบ  เพราะมีผู้สอบตก  ดังนั้นผู้เข้ารอบต่อไปมีสิทธินำนโยบายบางส่วนของคนตกรอบมาบรรจุเพิ่มเติมไว้ใน นโยบายของตน และอาจได้รับการสนับสนุนช่วยหาเสียง จากคนที่ตกรอบ ทำให้มีการสะสมนโยบาย และสะสมผู้ช่วยหาเสียงตามธรรมชาติ ตั้งแต่การเลือกตั้งรอบที่สองเป็นต้นไป

ค.    นโยบายรอบสุดท้าย ซึ่งมีแข่งขันกันสองคน หรือสองทีมนั้น นโยบายต้องผ่านการเห็นชอบจากรัฐเสียก่อน  เช่น ประกอบด้วยตัวแทนของกระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ ที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  สำนักนายกรัฐมนตรี อัยการสูงสุด กฤษฎีกา กระทรวงมหาดไทย เพื่อให้เป็นนโยบายที่มีประโยชน์อย่างยั่งยืน และไม่เกิดการก่อหนี้ที่ไม่จำเป็น

2.     การเสนอชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง

ก.    สายผู้สมัครอิสระ ผู้สมัครอิสระมาประชุมพร้อมกัน  และอาจมีมติให้บางคนเป็นตัวแทนของสายเพื่อเข้าต่อสู้แข่งขัน ส่วนผู้สมัครที่เหลือถอนตัวแล้วช่วยหาเสียงและบูรณาการนโยบาย ทั้งหมดไว้ด้วยกัน  เช่น ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์  ดร.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์  สมัครแบบ 2556.2 ในนามสายอิสระ และมีผู้สมัครอื่นๆ รวมแล้ว 10 คน  อาจมีการตกลงให้เหลือ 1 คน คือ ดร.ศุภชัย  เป็นตัวแทนของสายผู้สมัครอิสระ  ส่วนผู้สมัครที่เหลืออาจตกลงใจนำนโยบายเดิมของตนเองให้บรรจุในนโยบายของผู้สมัครที่เป็นตัวแทน  แล้วช่วยหาเสียงให้  และอาจมีสัญญาใจ หรือประกาศให้สาธารณะรับทราบว่า หากตนชนะ แล้วจะให้ผู้สมัครบางคนดำรงตำแหน่งในครม.  เช่น  ดร.ปุระชัย ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่ง รมว.มหาดไทย เป็นต้น

ข.    สายพรรคการเมือง  พรรคการเมืองจำนวนมากประชุมกัน แล้วอาจเสนอชื่อมาเพียง 2 ชื่อก็ได้ซึ่งเป็นตัวแทนของ 2 พรรค  ส่วนพรรคที่เหลือมาช่วยจัดทำนโยบาย และช่วยหาเสียงให้พรรคที่ตนสนับสนุน ซึ่งพอจะเห็นภาพร่างครม.ในอนาคต  หรืออาจมีการไพรมารี่ให้เหลือตัวแทนสายเพียง 1 คน(ของบางพรรคการเมือง) อาจเกิดความร่วมมือร่วมใจ ในการหาเสียงและเป็นครม.ร่วมกันในอนาคต แม้ทั้ง 2 พรรคเคยเป็นคู่ขัดแย้งกันมาก่อนก็ตาม เช่น เมื่อสายผู้สมัครอิสระ  มีมติส่งเข้าสมัคร 1 คน คือ ดร.ศุภชัย  ฝ่ายพรรคการเมืองอาจถูกบังคับ และถูกกดดันให้ต้องร่วมมือกันเฟ้นหาตัวผู้สมัครที่มีศักยภาพและฝีมือ พอสู้สายผู้สมัครอิสระได้  ซึ่งที่สุดแล้วจะเหลือผู้สมัครเพียง 1 รายชื่อเท่านั้นก็ได้

ค.    สายมหาวิทยาลัยไทย  มหาวิทยาลัยส่งตัวแทนประชุมเพื่อสรรหาและเสนอชื่อ แล้วค่อยไปทาบทาบผู้สมัครให้ได้ครบตามจำนวน  เมื่อได้ครบจำนวนแล้วจึงเรียกประชุมเสนอชื่อและหรือครม.เงา  ส่วนบางคนอาจถอนตัวในขั้นตอนนี้ แล้วมาช่วยหาเสียงในฐานะรัฐมนตรีอนาคตก็ได้  ดังนั้นสายมหาวิทยาลัย อาจเสนอชื่อเพียง 1-2 คน หรือทีมเท่านั้น ซึ่งอาจน้อยกว่าโควต้าที่กำหนดไว้  คือ 2556.1 เสนอได้ 4 ทีม หรือ 2556.2 เสนอได้ 10 รายชื่อ เป็นต้น

3.    นักการเมืองสังกัดพรรคหรือไม่?

ก.    ฝ่ายนิติบัญญัติ  อาจมาจากผู้สมัครอิสระ สังกัดพรรคการเมือง ขณะฝ่ายบริหารอาจมาจากอิสระ หรือสังกัดพรรคใดก็ได้ ดังนั้นพยากรณ์ได้ยากว่าในแต่ละวาระสมัยนั้น ฝ่ายใดครองเสียงข้างมาก ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจเลือกของประชาชนในแต่ละยุค

ข.    การออกแบบระบบ  กรณีเหตุการณ์ตามข้อ 3 ก ยากพยาการณ์ได้ว่าฝ่ายนิติบัญญัติ จะเห็นชอบกับนายกรัฐมนตรีทุกกรณี หรือไม่ เพื่อแก้ปัญหากรณีเกิดความขัดแย้งระหว่างนายกรัฐมนตรี กับฝ่ายนิติบัญญัติ เช่น หาก พรบ.งบประมาณไม่ผ่านสภาผู้แทน ฯลฯ  จึงต้องมีการออกแบบกลไกให้สองสถาบันการเมืองนี้ ทำงานร่วมกันอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ เช่น เกณฑ์ของจำนวนเสียงขั้นต่ำของมติ  อำนาจของวุฒิสภาในการยับยั้งกฎหมาย และสุดท้ายคือการใช้ประชามติ ในกรณีเกิดความขัดแย้งอันไม่อาจตกลงกันได้ ซึ่งการออกกลไกเหล่านี้ จะได้มีการอภิปราย  หรือเสวนาในทฤษฎีทางรัฐศาสตร์กันต่อไป

การเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรง (ตอนที่3)

ผลดีและประโยชน์ของระบบ นายกรัฐมนตรีจากการเลือกตั้งโดยตรง

สภาพปัญหา
ระบบรัฐสภา(ปัจจุบัน)
เลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรง
1 การซื้อเสียง

ซื้อเสียงผ่านหัวคะแนนและนักการเมืองท้องถิ่นและอิทธิพลของกำนันผู้ใหญ่บ้าน เกิดการทุจริตถอนทุนและตุนเงินไว้รอซื้อเสียงเลือกตั้งรอบใหม่ เพราะหากชนะเลือกตั้งได้เป็นรัฐบาล มีอำนาจดูแลงบประมาณแผ่นดิน ทำให้การซื้อเสียงคุ้มค่าและกล้าเสี่ยง นอกจากนี้การยกมือในสภาให้ผ่านมติแลกกับเงินก็เป็นการซื้อเสียงอย่างหนึ่ง
ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง การซื้อเสียงให้เป็นนายกฯกระทำได้ยากหรือมิได้เลย ทำให้ไม่จูงใจให้ซื้อเสียง ขณะที่ผู้แทนฝ่ายนิติบัญญัติไม่มีอำนาจในการใช้งบประมาณโดยตรง ทั้งนายกฯอาจเป็นผู้สมัครอิสระ หรือพรรคฝ่ายตรงข้ามกัน ดังนั้นย่อมไม่จูงใจสมาชิกรัฐสภาให้ซื้อเสียงเข้ามา  เพราะเสี่ยงไม่คุ้มทุน  หากการเมืองระดับชาติดี ย่อมบังคับให้ระดับท้องถิ่นต้องดีตามไปด้วย โดยอาจไม่ต้องปรับปรุงระบบในระดับท้องถิ่น
2 การทุจริตของนักการเมือง
การทุจริตมีสาเหตุหนึ่งจากการลงทุนซื้อเสียงแล้วต้องถอนทุน ส่วนอีกสาเหตุนั้นเกิดจากความโลภของฝ่ายบริหาร และยิ่งเป็นรัฐบาลผสม  ทำให้พรรคร่วมรัฐบาลมีอำนาจต่อรองมาก  ทำให้นายกฯไม่อาจควบคุมการทุจริตของพรรคร่วมได้
การมีนายกฯมาจากการเลือกตั้งระดับประเทศ ทำให้เป็นระบบที่ไม่ต้องการหัวคะแนน หรือนักการเมืองท้องถิ่นมาช่วยหาเสียง เพราะเป็นการเมืองระดับชาติ นโยบายระดับชาติ ไม่มีความสัมพันธ์ส่วนตัว  ผู้สมัครนายกฯไม่ลงทุนหาเสียง เพราะรัฐอุดหนุนค่าใช้จ่าย จึงไม่มีเหตุจูงใจให้ทุจริต ทั้งนายกฯแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีโดยเสรี โดยมาจากนักวิชาการอิสระก็ได้ ดังโบราณว่า “หัวไม่ส่ายหางไม่กระดิก”ทำให้การเมืองระดับท้องถิ่นก้าวหน้าตามไปด้วย
3 เสถียรภาพของรัฐบาล

รัฐบาลมีเสถียรภาพน้อย ส่วนใหญ่ไม่อาจครองเสียงข้างมากในสภาได้ ได้รัฐบาลผสม พรรคร่วมรัฐบาลมีอำนาจมากในการต่อรองย้ายข้าง  ทำให้รัฐบาลอ่อนแอ  ไร้ประสิทธิภาพ ควบคุมการทุจริตพรรคร่วมยากเพราะยอม นโยบายขาดความต่อเนื่อง แต่บางสมัยรัฐบาลอาจมีเสถียรภาพมาก พรรคเดียวครองเสียงข้างมากในสภา  พรรคได้รับความนิยมมาก  ทำให้มติพรรคมีอำนาจมากเหนือความถูกต้องชอบธรรม หรือเหนือเอกสิทธิ์การลงมติของผู้แทน ทำให้เกิดพวกมากลากไปได้ง่าย
การแต่งตั้งและให้พ้นตำแหน่งเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรีโดยตรง ไม่มีอำนาจต่อรองของพรรคการเมืองได้  เพราะนายกต้องรับผิดชอบโดยตรงต่อประชาชน ทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพ มิใช่การต่อรองตำแหน่งตามโควต้าของมุ้งในพรรคอย่างระบบรัฐสภา ทำให้ชาติก้าวหน้า เจริญ รุ่งเรืองทัดเทียมอารยะประเทศในที่สุด
4 การทุจริตและซื้อซื้อตำแหน่งของข้าราชการ

ข้าราชการซื้อตำแหน่งจากหน่วยเหนือและนักการเมือง  และทำให้ต้องหาเงินจากสิ่งผิดกฎหมาย  เรียกรับเงินโดยทุจริตในตำแหน่งหน้าที่  ขรก.ระดับล่างหาเงินซื้อตำแหน่งจากหน่วยเหนือ หน่วยเหนือซื้อตำแหน่งจากนักการเมือง หรือยอมเป็นพวกอยู่ใต้อิทธิพลฝ่ายการเมืองแลกกับการโยกย้ายเลื่อนตำแหน่งแต่งตั้ง เป็นวังวนความชั่วร้ายไม่สิ้นสุด
นายกฯมาจากผู้สมัครอิสระ สังกัดพรรค หรือสายมหาวิทยาลัยก็ได้ ความไม่แน่นอนนี้ทำให้ข้าราชการไม่อาจเลือกข้างพรรคใดได้ ทั้งนายกฯมาจากการเลือกตั้งระดับประเทศมาจากสายใดก็ได้ ทำให้ข้าราชการมีความมั่นใจว่าจะไม่ถูกกลั่นแกล้งโยกย้าย ทั้งผู้แทนในสภาไม่มีอำนาจแบบระบบรัฐสภา(ที่อาจเป็นสมาชิกพรรคร่วมรัฐบาล)ทำให้ผู้แทนไม่มีบทบาทต่อข้าราชการโดยตรง ย่อมไม่เกิดการล้วงลูกให้วุ่นวาย
5.ปัญหาการบริหารราชการแผ่นดิน
ระบบปัจจุบันมีองค์กรอิสระจำนวนมาก และไม่มีเกณฑ์การรับคำร้องที่ดีพอ ทำให้ตกเป็นเครื่องมือทางการเมือง ร้องขอให้ตีความหยุมหยิม  เฟ้อ และเลยเถิด ทำให้บริราชการแผ่นดินล่าช้า ไร้ประสิทธิภาพ ไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์
เพื่อให้นายกฯที่เป็นตัวแทนของมหาประชาชนได้ทำงานในตำแหน่งอย่างราบรื่น
อาจต้องยุบเลิกองค์กรอิสระที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง เช่น ศาลปกครอง ศาลรธน. ปปช. กสม. ผู้ตรวจการแผ่นดิน แล้วให้สนง.คณะกรรมการกฤษฎีกา กรรมการรัฐธรรมนูญ อัยการสูงสุด และมูลนิธิเอกชนทำหน้าที่แทนกสม.ตามลำดับ เว้นแต่องค์กรอิสระปัจจุบัน ถูกเปลี่ยนแปลงที่มาของกรรมการ และมีเกณฑ์การรับคำร้องที่ดี  จึงอาจให้มีองค์กรอิสระไว้ต่อไปได้
6.ความต่อเนื่องของนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจสังคม
เนื่องจากรัฐบาลไม่มีเสถียรภาพ มีอายุสั้น ต้องยุบสภา และลาออกบ่อย  เมื่อได้รัฐบาลใหม่  มีนโยบายอันใหม่มาแทนที่รัฐบาลเก่า ทำให้การพัฒนาเศรษฐกิจสังคมของชาติสะดุด และไม่ต่อเนื่อง  ผลที่ได้คือ ทำให้ประเทศไทยล้าหลังกว่าประเทศเพื่อนบ้านมาก
นายกรัฐมนตรีมีโอกาสอยู่ในตำแหน่งครบวาระคือ 5-6 ปี ทำให้การผลักดันนโยบาย แผนงาน โครงการเป็นไปอย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่อง ทั้งผู้แทนฝ่ายนิติบัญญัติก็ไม่มีหน้าที่โดยตรงในฝ่ายบริหาร จึงไม่อาจก้าวก่ายการทำงานได้ ทำให้การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมมีรูปธรรมที่ชัดเจน เป็นสังคมที่ฝ่ายบริหารทำงานด้วยสติปัญญาและเหตุผลกว่าระบบปัจจุบันมาก
7.ปัญหาการถ่ายทอดสดการประชุมสภา
ปัจจุบันมีการถ่ายทอดสดประชุมสภา โดยเฉพาะญัตติไม่ไว้วางใจ มีการประท้วง วาจาหยาบคาย กิริยาคุกคาม ขว้างปาสิ่งของ เล่นเกมการเมืองจนเลยเถิด ทำให้ประชาชนเบื่อและเสื่อมศรัทธาในระบอบประชาธิปไตย เพราะนักการเมืองจ้องคอยแต่ทำลายฝ่ายตรงข้ามทุกรูปแบบ ใช้แต่สำนวนโวหาร เสียดสีฝ่ายตรงข้าม มากกว่าการอภิปรายเนื้อหาสาระแบบทางวิชาการที่ประชาชนฟังแล้วได้ความรู้
การถ่ายทอดสดประชุมทั่วไปของสภา เป็นการอภิปรายปัญหาเศรษฐกิจและสังคม มีเนื้อหาและบรรยากาศแบบทางวิชาการ ทำให้ประชาชนสนใจอยากติดตาม ได้สาระความรู้  และตอบคำถามแบบสาระความรู้  เพราะไม่ใช่การอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ การถ่ายทอดสดทำให้ประชาชนศรัทธาระบอบการปกครองและมีความหวงแหนอยากปกป้องรักษา เกิดการเรียนรู้ทางการเมือง เป็นการปิดทางมิให้เรียกหาอำนาจนอกระบบบอีกต่อไป
8.พลังเงียบ
กลุ่มจัดตั้งมีพลังอำนาจและเสียงดังกว่าพลังเงียบที่มีจำนวนมาก เพราะระบบรัฐสภาบังคับให้สังกัดพรรค ทำให้ตัดสิทธิผู้สมัครอิสระ
พลังเงียบมีบทบาทมากขึ้น ทั้งการสมัครรับเลือกตั้งนายกและสมาชิกรัฐสภา เพราะไม่บังคับให้ผู้สมัครสังกัดพรรค และการที่ประชาชนเสนอชื่อผู้สมัครอิสระได้เอง ช่วยผู้สมัครหาเสียง หรือให้เงินบริจาค  ทำให้พลังเงียบกลายเป็นยักษ์ที่ถูกปลุกให้ตื่น
9.ปัญหาการบังคับใช้กฎหมาย
ระบบปัจจุบัน ทำให้นักการเมือง รัฐบาล หัวคะแนน นักการเมืองท้องถิ่น ข้าราชการ การทุจริตและสิ่งผิดกฎหมายมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด  เพราะข้าราชการเกรงกลัวอำนาจอิทธิพลฝ่ายการเมือง ขณะฝ่ายการเมืองพึ่งพาหัวคะแนนและนักการเมืองท้องถิ่นในการหาเสียง ทำให้ธุรกิจผิดกฎหมายของหัวคะแนนทั้งหลายดำรงอยู่ได้ โดยข้าราชการไม่กล้าแตะต้อง แถมคอยคุ้มครองดูแล  ทำให้กฎหมายไม่มีสภาพบังคับกับสมาชิกของเครือข่ายทางการเมือง ทำให้เกิดสภาพบ้านเมืองไม่มีขื่อแปในที่สุด

นายกรัฐมนตรีอาจมาจากช่องทางใดใน 3 สาย อันยากพยากรณ์ทำให้การจับขั้วทางการเมืองมีพลวัตรที่ไม่แน่นอน ยากแก่การผูกขาด ทั้งการหาเสียงเลือกตั้งมีเงินอุดหนุนทำให้ไม่ต้องพึ่งพาผู้แทน นักการเมืองท้องถิ่นและหัวคะแนน  ทำให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปได้จริง เพราะไม่ต้องเกรงใจผู้แทน หรือหัวคะแนน ขณะเดียวกันรัฐมนตรีร่วมครม.นายกเสนอแต่งตั้งได้โดยอิสระมากกว่าโควต้าการต่อรองของพรรคร่วมรัฐบาลในระบบรัฐสภา  ทำให้นายกมีอำนาจต่อรองสูงคนร่วมครม.ได้สูง  มีอำนาจและอิสระมากขึ้นในการบังคับใช้กฎหมายเมื่อเปรียบเทียบกับระบบรัฐสภาของไทย

06 ธันวาคม 2556

การเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรง (ตอนที่2)



ตามที่ได้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรงในปัจจุบัน  โดยประเด็นที่เป็นแกนกลางของปัญหาคือ ข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริต การละเมิดหลักนิติรัฐนิติธรรม การครอบงำผูกขาดทางการเมือง การซื้อเสียงเลือกตั้ง  การซื้อขายตำแหน่งราชการ กฎหมายมีสภาพบังคับน้อย  ทำให้เศรษฐกิจและสังคมของชาติได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง  ขณะเดียวกันมีการเสนอทางออกให้มีการจัดตั้งสภาประชาชน  และนายกพระราชทานตามมาตร 7 แห่งรัฐธรรมนูญ ซึ่งทั้งสองประการนี้ยังไม่เป็นที่ยุติว่าจะแก้ไขปัญหาของชาติได้แต่ประการใด  เพราะยังมีความคิดเห็นแตกต่างกันเป็นอย่างมาก

เพื่อเป็นการออกไปจากวังวนแห่งปัญหานี้ จึงขอเสนอความคิดเห็นทางรัฐศาสตร์เรื่อง การเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรง ที่วางอยู่บนรากฐานอันมั่นคงของหลักการระบอบประชาธิปไตย คือ

๑.    อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน  และประชาชนเป็นองค์อธิปัตย์ผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญตามทฤษฎีสัญญาประชาคม
๒.    คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามหลักนิติรัฐนิติธรรม และรัฐต้องดำรงอยู่อย่างมั่นคงปลอดภัย
๓.    มีการเลือกตั้งผู้แทนทางตรงและหรือทางอ้อม
๔.    ปกป้องเสียงข้างมากและคุ้มครองเสียงข้างน้อย
๕.    ตรากฎหมายตามหลักนิติรัฐนิติธรรม โดยฝ่ายนิติบัญญัติที่มาจากตัวแทนของปวงชนชาวไทย
๖.    อำนาจรัฐต้องถูกตรวจสอบถ่วงดุลโดยสถาบันทั้งสาม คือ นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ
๗.    การมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยตรง เช่น ประชามติ เสนอร่างกฎหมาย เสนอแก้รัฐธรรมนูญ เสนอถอดถอน ฯลฯ

เพื่อให้รัฐบาลมีเสถียรภาพและเข้มแข็ง พลังเงียบมีที่ยืน คนดีมีฝีมือกล้าอาสารับใช้บ้านเมือง ให้ปัญญาและเหตุผลนำสังคมประเทศชาติ รัฐบาลนำนโยบายแผนงานโครงการไปปฏิบัติอย่างจริงจังต่อเนื่อง ประเทศชาติพัฒนาก้าวหน้า ประชาชนมั่งคั่งเป็นสุข ประเทศชาติมั่นคงปลอดภัย ประชาชนเลือกผู้นำของตนเองตามวาระ ป้องกันการใช้เิงินหว่านซื้อเสียง ลดอิทธิพลของหัวคะแนน นักการเมืองท้องถิ่นและนักการเมืองระดับชาติ ข้าราชการไม่ตกอยู่ใต้อาณัติอิทธิพลของนักการเมือง การทุจริตโกงกินจางหายไป

จึงขอเสนอตัวแบบของระบบการปกครองไทย โดยนายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้งโดยตรง ดังนี้



คำอธิบายเพิ่มเติม

แบบที่ 1  ประชาธิปไตย 2556.1

ลำดับที่ 28 ระบบการเลือกตั้ง

1.    ระบบการเลือกตั้ง
•    เลือกตั้งนายกรัฐมนตรี(พร้อมคณะรัฐมนตรี10คน) โดยให้เลือกตั้ง 3 รอบ แบ่งเป็น 3 สาย คือ  ผู้สมัครอิสระ ผู้สมัครสังกัดพรรค และผู้สมัครที่สรรหาโดยมหาวิทยาลัย  ในการแข่งขันแต่ละรอบเป็นการแข่งขันของแต่ละทีมในสายเดียวกัน กระทั่งรอบที่ 3  เหลือผู้สมัคร 2 สายๆละ1 ทีม ให้ประชาชนเลือก 1 ทีม
•    การแบ่งสายเลือกตั้งออกเป็น 3 สาย  เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่มิได้เป็นสมาชิกพรรคการเมือง  เป็นกลางทางการเมือง  และพลังเงียบ ได้มีโอกาสรับเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี  เพื่อสร้างความเป็นธรรม ความเสมอภาค และความสามารถแข่งขันกับพรรคการเมืองได้  ขณะที่การเปิดให้มีสายมหาวิทยาลัยเพื่อให้ ผู้ทรงปัญญาความรู้ของชาติ ได้มีบทบาทในการสร้าอนาคตของประเทศชาติ
•    ก่อนเลือกตั้งรอบที่ 1 ให้มีการไพรมารี่(primary)เพื่อกลั่นกรองผู้สมัครที่อาจมีจำนวนมากให้เหลือจำนวนตามเกณฑ์ที่กำหนด โดยให้ผู้สมัครแต่ละทีมนำเสนอนโยบาย  แล้ววัดคะแนนความนิยมให้เหลือผู้สมัครรับเลือกตั้งสายละ 4 ทีม โดยการสำรวจคะแนนความนิยมอาจทำได้โดยการสุ่ม หรือโดยวิธีการอื่นใด ที่สุจริตเที่ยงธรรม หรือ
•    ตั้งเกณฑ์ให้ผู้สมัครอิสระที่ได้คะแนนนิยมเกินลำดับที่10  จะถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 6 ปี  ยกเว้นมีผู้สมัครรับเลือกตั้งแต่ละสายไม่ครบ 4 ทีม ไม่ต้องจัดให้มีไพรมารี่ก็ได้  หรือ
•    ผู้สมัครอิสระแต่ละทีม ต้องมีรายชื่อผู้สนับสนุน 100, 000 คน และต้องมาจากรายภาคละเท่ากันคือ ภาคละ 20,000 คน  และให้เรียกเก็บค่าสมัครรับเลือกตั้งคนละ 100, 000 บาท
•    มาตรการทั้ง 3 ข้อดังกล่าว  เป็นไปเพื่อกลั่นกรองและป้องกันมิให้มีจำนวนผู้สมัครรับเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีมีมากเกินไป กระทั่งทำให้ยากลำบากในการจดจำหมายเลขและการออกแบบบัตรเลือกตั้ง ทั้งนี้การเพิ่มเกณฑ์ให้สูงขึ้นจะไปกลั่นกรองให้เหลือผู้สมัครรับเลือกตั้งมีจำนวนลดลง แล้วจึงมีสิทธิเข้าสู่รอบการแข่งขัน
•    ในรอบที่ 1  ผู้สมัครรับเลือกตั้งทั้ง 3 สาย  ประกาศนโยบายและหาเสียง แล้วให้ประชาชนมีสิทธิลงคะแนนเลือกได้ไม่เกิน 3  คน(ทีม) ให้ผู้ได้คะแนนสูงสุด 2 คน(ทีม)แรกของแต่ละสาย  เข้ารอบต่อไป
•    ในรอบที่ 2 มีผู้สมัครรับเลือกตั้งเหลือสายละ 2 คน(ทีม) ประกาศนโยบายและหาเสียง(และเพิ่มเติม)ให้ประชาชนมีสิทธิลงคะแนนเลือกได้ไม่เกิน 2 คน(ทีม)  แล้วให้ผู้ได้คะแนนลำดับสูงสุดของ 2 สายแรก เข้ารอบต่อไป
•    ในรอบที่ 3(รอบสุดท้าย) เหลือผู้สมัครรับเลือกตั้งเพียง 2 คน(ทีม)  ให้ประชาชนเลือก 1  คน(ทีม) เพื่อให้ได้นายกรัฐมนตรีที่ได้คะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
•    นายกรัฐมนตรีรักษาการเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
•    ระยะเวลานับตั้งแต่ไพรมารี่กระทั่งสิ้นสุดการเลือกตั้งใช้เวลาไม่เกิน  6 เดือน
•    นโยบายหาเสียง  ให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งประกาศนโยบายและหาเสียง  โดยรัฐอุดหนุนค่าใช้จ่ายนับตั้งแต่รอบแรกอย่างเพียงพอ  ผ่านทีวี  วิทยุ  หนังสือพิมพ์  อินเตอร์เน็ต  และป้ายหาเสียงตามจุดที่กำหนดไว้เท่านั้น

2.    คณะรัฐมนตรี
•    นากยกรัฐมนตรีแต่งตั้งรองนายกและรัฐมนตรี โดยอาจแต่งตั้งคู่แข่งทางการเมืองจากผู้สมัครรับเลือกตั้ง ที่ตกรอบเป็นต้นไป หรือบุคคลภายนอกก็ได้
•    ในกรณีแต่งตั้งรองนายก หรือรัฐมนตรีจากบุคคลภายนอก ต้องได้รับการรับรองคุณสมบัติจากวุฒิสภาเสียก่อน
•    ในกรณีเกิดความขัดแย้งในการตรากฎหมาย  พรบ.งบประมาณ หนังสือสำคัญระหว่างประเทศ  และกรณีอื่นใดที่มิได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญระหว่างนายกรัฐมนตรี  หรือคณะรัฐมนตรี  กับสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา หรือรัฐสภา ให้กกต. จัดทำประชามติ โดยคำแนะนำของกรรมการรัฐธรรมนูญ  เพื่อยุติปัญหาความขัดแย้งนั้น(เป็นหัวข้อใหญ่ที่ต้องผ่านการอภิปรายทางวิชาการรัฐศาสตร์อย่างเป็นระบบ เพื่อให้ได้ข้อยุติ)

แบบที่ 2  ประชาธิปไตย 2556.2

ลำดับที่ 28 ระบบการเลือกตั้ง

1.    ระบบการเลือกตั้ง
•    เลือกตั้งนายกรัฐมนตรี  โดยให้เลือกตั้ง 3 รอบ แบ่งเป็น 3 สาย คือ  ผู้สมัครอิสระ ผู้สมัครสังกัดพรรค และผู้สมัครที่สรรหาโดยมหาวิทยาลัย การแข่งขันในแต่ละรอบเป็นการแข่งขันในสาย  แล้วในรอบที่ 3  เหลือผู้สมัครเพียง 2 สายๆละ1 คน ให้ประชาชนเลือก
•    การแบ่งสายเลือกตั้งออกเป็น 3 สาย เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่มิได้เป็นสมาชิกพรรคการเมือง  เป็นกลางทางการเมือง  และพลังเงียบ ได้มีโอกาสรับเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี  เพื่อสร้างความเป็นธรรม ความเสมอภาค และความสามารถแข่งขันกับพรรคการเมืองได้  ขณะที่การเปิดให้มีสายมหาวิทยาลัยเพื่อให้ ผู้ทรงปัญญาความรู้ของชาติ ได้มีบทบาทในการสร้าอนาคตของประเทศชาติ

•    ก่อนเลือกตั้งรอบที่ 1
(1)ให้มีการไพรมารี่(primary)เพื่อกลั่นกรองผู้สมัครที่อาจมีจำนวนมากให้เหลือจำนวนตามเกณฑ์ที่กำหนด โดยให้ผู้สมัครแต่ละทีมนำเสนอนโยบาย  แล้ววัดคะแนนความนิยมให้เหลือผู้สมัครรับเลือกตั้งสายละ 10 คน โดยการสำรวจคะแนนความนิยมอาจทำได้โดยการสุ่ม หรือโดยวิธีการอื่นใด ที่สุจริตเที่ยงธรรม หรือ
(2)ตั้งเกณฑ์ให้ผู้สมัครอิสระที่ได้คะแนนนิยมเกินลำดับที่ 10 จะถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 6 ปี  ยกเว้นมีผู้สมัครรับเลือกตั้งแต่ละสายไม่ครบ 10 คน ไม่ต้องจัดให้มีไพรมารี่ก็ได้  หรือ
(3)ผู้สมัครอิสระแต่ละคน  ต้องมีรายชื่อผู้สนับสนุน 100, 000 คน และต้องมาจากรายภาคละเท่ากันคือ ภาคละ 20,000 คน  และให้เรียกเก็บค่าสมัครรับเลือกตั้งคนละ 100, 000 บาท
•    มาตรการทั้ง 3 ข้อดังกล่าว  เป็นไปเพื่อกลั่นกรองและป้องกันมิให้มีจำนวนผู้สมัครรับเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีมีมากเกินไป กระทั่งทำให้ยากลำบากในการจดจำหมายเลขและการออกแบบบัตรเลือกตั้ง ทั้งนี้การเพิ่มเกณฑ์ให้สูงขึ้นจะไปกลั่นกรองให้เหลือผู้สมัครรับเลือกตั้งมีจำนวนลดลง แล้วจึงมีสิทธิเข้าสู่รอบการแข่งขัน

•    ในรอบที่ 1  ผู้สมัครรับเลือกตั้งทั้ง 3 สาย คือ 30 คน ประกาศนโยบายและหาเสียง แล้วให้ประชาชนมีสิทธิลงคะแนนเลือกได้ไม่เกิน  5  คน  ให้ผู้ได้คะแนนสูงสุด 5 คนแรกของแต่ละสาย  เข้ารอบต่อไป
•    ในรอบที่ 2  มีผู้สมัครรับเลือกตั้งเหลือสายละ 5 คน ให้ประกาศนโยบายและหาเสียง(และเพิ่มเติม)ให้ประชาชนมีสิทธิลงคะแนนเลือกได้  3 คน แล้วให้ผู้ได้คะแนนสูงสุด 2 สายแรก เข้ารอบสายละ 1 คนต่อไป
•    ในรอบที่ 3(รอบสุดท้าย) เหลือผู้สมัครรับเลือกตั้งเพียง 2 มาจาก  2 สาย  ให้ประชาชนเลือก 1  คน เพื่อให้ได้นายกรัฐมนตรีที่ได้คะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
•    นายกรัฐมนตรีรักษาการเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
•    ระยะเวลานับตั้งแต่ไพรมารี่กระทั่งสิ้นสุดการเลือกตั้งใช้เวลาไม่เกิน  6 เดือน
•    นโยบายหาเสียง  ให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งประกาศนโยบายและหาเสียง  โดยรัฐอุดหนุนค่าใช้จ่ายนับตั้งแต่รอบแรกอย่างเพียงพอ  ผ่านทีวี  วิทยุ  หนังสือพิมพ์  อินเตอร์เน็ต  และป้ายหาเสียงตามจุดที่กำหนดไว้เท่านั้น

2.    คณะรัฐมนตรี
•    นากยกรัฐมนตรีแต่งตั้งรองนายกและรัฐมนตรี โดยอาจแต่งตั้งคู่แข่งทางการเมืองจากผู้สมัครรับเลือกตั้ง ที่ตกรอบเป็นต้นไป หรือบุคคลภายนอกก็ได้
•    ในกรณีแต่งตั้งรองนายก หรือรัฐมนตรีจากบุคคลภายนอก ต้องได้รับการรับรองคุณสมบัติจากวุฒิสภาเสียก่อน
•    ในกรณีเกิดความขัดแย้งในการตรากฎหมาย  พรบ.งบประมาณ หนังสือสำคัญระหว่างประเทศ  และกรณีอื่นใดที่มิได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญระหว่างนายกรัฐมนตรี  หรือคณะรัฐมนตรี  กับสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา หรือรัฐสภา ให้กกต. จัดทำประชามติ โดยคำแนะนำของกรรมการรัฐธรรมนูญ  เพื่อยุติปัญหาความขัดแย้งนั้น(เป็นหัวข้อใหญ่ที่ต้องผ่านการอภิปรายทางวิชาการรัฐศาสตร์อย่างเป็นระบบ เพื่อให้ได้ข้อยุติ)








การเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรง

การเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรง

เพื่อให้รัฐบาลมีเสถียรรภาพและเข้มแข็ง พลังเงียบมีที่ยืน คนดีมีฝีมือกล้าอาสารับใช้บ้านเมือง ให้ปัญญาและเหตุผลนำสังคมประเทศชาติ รัฐบาลนำนโยบายแผนงานโครงการไปปฏิบัติอย่างจริงจังต่อเนื่อง ประเทศชาติพัฒนาก้าวหน้า ประชาชนมั่งคั่งเป็นสุข ประเทศชาติมั่นคงปลอดภัย ประชาชนเลือกผู้นำของตนเองตามวาระ ป้องกันการใช้เิงินหว่านซื้อเสียง ลดอิทธิพลของหัวคะแนน นักการเมืองท้องถิ่นและนักการเมืองระดับชาติ ข้าราชการไม่ตกอยู่ใต้อาณัติอิทธิพลของนักการเมือง การทุจริตโกงกินจางหายไป

จึงขอเสนอตัวแบบของระบบการปกครองไทย โดยนายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้งโดยตรง ดังนี้



คำอธิบายประกอบ (กำลังจัดทำ)

27 กันยายน 2554

137 กับ ค่าคงที่เชิงเรขาคณิตและพลังงานมืด 137

137 กับ ค่าคงที่เชิงเรขาคณิตและพลังงานมืด
บทความนี้อธิบายการค้นพบ และสมมติฐานเชิงทฤษฎีในฟิสิกส์อนุภาค ดังนี้คือ
  1. ข้อเสนอว่าด้วย ค่าคงที่เชิงเรขาคณิตของฟิสิกส์อนุภาคใน M theory
  2. กราวิตอน(graviton)มีธรรมชาติการหมุนแบบเกลียว ไม่มีสภาพเป็นควอนตัมในเชิงกายภาพ จึงวัดความเป็นควอนตัมของสนามโน้มถ่วงไม่ได้
  3. รูปทรงทางเรขาคณิต มีความสัมพันธ์กับพลังงานและอุณหภูมิ
  4. 21/2 หรือ sqrt2 คือแฟคเตอร์สำคัญของโค้งของกาละ-เทศะ และมีนัยความหมายของความเร็วสัมพัทธ์ที่เร็วกว่าแสง
  5. φ, 2, 21/2 คือแก่นของค่าคงที่เชิงเรขาคณิตในฟิสิกส์อนุภาค
  6. 137 มีขั้ว หรือมีคู่แฝดที่ผนึกแน่นรวมอยู่ด้วยกัน
  7. สนามโน้มถ่วงมีขั้ว หรือมีคู่แฝด
  8. แฟคเตอร์1.001872815 คือ Ωtot หรือ Total Density ที่ทำให้จักรวาลขยายตัวในอัตราเร่ง
  9. กราวิตอนเป็นทั้ง the closed and open string modes มีตัวส่วนเป็น φ ขณะที่137 มีตัวเศษเป็น φ ดังนั้นสองส่วนนี้หลอมรวมกันได้ ทำให้เกิดแรงกิริยาและปฏิกิริยารับ-ส่งพลังงาน
  10. ค่าคงที่เชิงเรขาคณิต 82/2 หรือแรงจำนวน 1.278*1044 นิวตัน คือแรงสร้างและควบคุมจักรวาล
อนึ่ง บทความนี้จะใช้ sqrt2 หรือ 21/2 ในความหมายเดียวกัน เพื่อความสะดวกในการแสดงผลจากการเสนอผ่านเว็บเพจ
ħ φ
บทนำ
137เป็นชื่อเรียกแทนสิ่งที่เรียกว่า The Fine Structure Constant หรือแอลฟา Alpha สัญลักษณ์คือ = 0.00729735305โดยที่ส่วนกลับของ , -1, หรือ 1/=137.035999
โดยทั่วไป นักฟิสิกส์นิยมเรียก Fine Structure Constant ว่า 137 คือเรียก 1/ หรือ  -1 1/0.00729735305=137.035999 หรือ 137 แทน  นั่นเอง
137 เป็นค่าคงที่คู่ควบ(coupling constant)ชนิดหนึ่งที่ปราศจากหน่วย เกิดจากผลการวัดความเข้มของแรงแม่เหล็กไฟฟ้า ประจุพื้นฐาน และโฟตอนที่กระทำต่อกัน 137 จึงขึ้นอยู่กับค่าคงที่พื้นฐานที่เกี่ยวข้องจำนวน 3 ตัวคือ ประจุพื้นฐาน e, ค่าคงที่ของแพลงค์ h, และความเร็วแสง c ดังนี้

และ 137 เขียนอย่างย่อที่สุดในหน่วย electrostatic cgs units จะได้สวยงาม ดังนี้
137 จึงเป็นตัวแทนของการหลอมรวมแรงพื้นฐาน 3 แรงคือแรงแม่เหล็กไฟฟ้า แรงนิวเคลียร์อ่อน และแรงนิวเคลียร์แข็ง กลายเป็นแก่นของทฤษฎีGUT:Grand Unified Theory และพัฒนาต่อมากลายเป็น M Theory ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นทฤษฎีหนึ่งที่ได้รับความนิยมจากนักฟิสิกส์อย่างกว้างขวาง
M Theory เกิดจากความพยายามหลอมรวมแรงชนิดที่ 4 คือแรงโน้มถ่วง(G) เข้าไว้ด้วยกันเป็นทฤษฎีเดียว เพื่อสร้างสิ่งทีเรียกว่าทฤษฎีสรรพสิ่ง หรือTheory of Everything:TOE อันเป็นการรวมทฤษฎี General relativity และ Quantum mechanics เข้าไว้เป็นหนึ่งเดียวกัน ใช้สำหรับอธิบายปรากฏการณ์ทั้งระดับอนุภาค และแกแลคซี่หรือจักรวาลได้ เป็นทฤษฎีในฝันของนักฟิสิกส์ทั่วโลก

ขณะเดียวกัน 137 ซึ่งเป็นแก่นของ GUT กลายเป็นจำนวนที่มีเสน่ลี้ลับและมีคุณค่ามหาศาลต่อการทำความเข้าใจจักรวาล โดยนักวิทยาศาสตร์คนสำคัญชั้นแนวหน้าของโลก ต่างพยายามพิชิตและถอดรหัสนัยความหมายของ 137 ว่ามีรูปร่างหน้าตา หรือเรขาคณติรูปทรงแบบใด

เช่น วูฟกัง เปาลี(Wolfgang Ernst Pauli :1900–1958)นักฟิสิกส์ทฤษฎีชาวออสเตรียน และหนึ่งในผู้บุกเบิกฟิสิกส์ควอนตัม เจ้าของรางวัลโนเบลผู้คนพบกฎเกณฑ์ใหม่ของธรรมชาติ(a new law of Nature) ที่เรียกว่า the exclusion principle or Pauli principle เปาลีสนใจจำนวน 137 นี้เป็นอย่างมาก กล่าวกันว่าเขาอุทิศชีวิตที่เหลือทั้งหมด เพื่อเข้าใจนัยความหมายของ 137 โดยวิธีการที่แปลกพิเศษร่วมกับนักจิตวิเคราะห์ชื่อก้องโลกนามว่าCarl Jung
โดยเปาลี มีญานทัศนะว่าแก่นของ 137 คือ  ด้วยเหตุนี้ เปาลีจึงพยายามนำค่า  ไปคูณกับจำนวนอื่นๆเพื่อให้ได้ค่า 137 ความพยายามของเปาลีแบบพิสดารนี้เป็นเหตุผลของเปาลีที่เราไม่รู้ แต่เปาลีต้องเห็นบางสิ่งในความสัมพันธ์ระหว่าง  และ137 เพียงแต่เปาลียังหาไม่พบ เพราะแม้ขณะเข้าโรงพยาบาลซึ่งกลายเป็นวาระสุดท้ายของชีวิต เปาลียังขอโรงพยาบาลใช้ห้องหมายเลข 137

ไฟน์แมน (Richard Phillips Feynman:1918-1988)นักฟิสิกส์ชาวอเมริกันเจ้าของผลงาน the path integral formulation of quantum mechanics, the theory of quantum electrodynamics, the superfluidity,และ particle physics เขาเป็นเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ในปี ค.ศ. 1965 นอกจากนี้ ไฟน์แมนยังเป็นเจ้าของผลงานที่เรียกว่า ไฟน์แมนไดอะแกรม(Feynman diagrams), quantum computing และเป็นผู้วางรากฐานแนวคิดว่าด้วย nanotechnologyที่ก้าวหน้ามาถึงปัจจุบัน

ในเรื่อง 137 นี้ ไฟน์แมน กล่าวว่า

องค์ความรู้ในทางฟิสิกส์(Physics) ยังไม่อาจเข้าถึงสัจจะ ดังที่นักฟิสิกส์บางคนกล่าวคำอวดอ้าง(brag) แวดวงฟิสิกส์ยังเข้าไม่ถึงทฤษฎีสสารและพลังงานอย่างแท้จริง สุดท้ายเขาเสนอว่านักฟิสิกส์ควรที่จะเขียนสัญลักษณ์พิเศษไว้ที่ทำงาน เพื่อเตือนใจตนเองให้ระลึกอยู่เสมอว่าพวกเขายังไม่รู้อีกมากเท่าใด สาส์นที่อยู่ในสัญลักษณ์ก็ควรเป็นของง่าย สรุปโลกเอาไว้ในคำเดียว หรือเป็นตัวเลข เช่น 137 ว่ามาจากไหน มันอาจเกี่ยวข้องกับ หรือบางที ln(x)หรือ loge(x) แต่ยังไม่มีใครรู้ จำนวนแปลกประหลาดนี้จึงเป็นความลี้ลับที่ยิ่งใหญ่ที่สุด แม้นักฟิสิกส์ค้นพบตัวมันแล้ว แต่เราไม่รู้จักและเข้าใจอะไรเกี่ยวกับสิ่งนี้เลย

นั่นคือไฟน์แมน มีญาณทัศนะว่า 137 และ  หรือจำนวนธรรมชาติอื่น อาจมีส่วนสัมพันธ์กันอย่างไม่อาจแยกจากกันได้
นอกจากเปาลีและไฟน์แมนแล้ว ในยุคปัจจุบันยังมีคนอื่นๆที่สนใจค้นหา และถอดรหัสความหมายของ 137 เช่น
ปี ค.ศ.2006 นักคณิตศาสตร์ James Gilson พยายามอธิบาย 137 ในรูปของ  และตรีโกณมิติ ดังนี้


ขณะที่เอ็ดเวิรด์ เทลเลอร์ (Edward Teller:1908-2003) นักฟิสิกส์เชิงทฤษฎี ชาวอเมริกันเชื้อสายฮังกาเรียน หรือที่เรียกกันว่า“บิดาแห่งระเบิดไฮโดรเจน”( the father of the hydrogen bomb) ผู้มีผลงานด้าน molecular physics, spectroscopy, surface physics และGamow–Teller transitions
เขาได้พยามแสดง 137 ในรูปของสนามโน้มถ่วง G นั่นคือเทลเลอร์อาจมีญาณทัศนะแลเห็นว่า 137 กับ G น่าจะมีความสัมพันธ์กันอย่างแนบแน่นใกล้ชิด

มาถึงบรรทัดนี้ ทำให้เกิดคำถามขึ้นว่าเหตุใด 137 จึงมีเสน่ห์ ดึงดูดใจนักฟิสิกส์คนสำคัญของโลกให้สนใจค้นหาความหมาย

และดูเหมือนว่าในการค้นหา 137 นี้ ถนนทุกสายมุ่งสู่จำนวนธรรมชาติบางค่า เช่น  หรือ ln(x) หรือจำนวนอะไรสักชุดหนึ่ง ที่กระทำกันทางคณิตศาสตร์แล้วได้ผลลัพธ์137 แม้กระทั่ง phi: φ หรือ G ก็อาจเป็นคำตอบของ 137
แต่กระทั่งทุกวันนี้ 137ยังเป็นความลับที่ไม่มีใครหยั่งรู้ หรือหาคำตอบได้

ที่ผ่านมา แม้นวิธีการถอดรหัส 137- เช่น เปาลี -จะเป็นวิธีเหนือวิธีการทางวิทยาศาสตร์ แต่นักวิทยาศาสตร์ที่กล่าวชื่อมาต่างพยายามเข้าใจโครงสร้างของ 137 ว่ามีลักษณะ หรือรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร ดังที่ ไฟน์แมนกล่าวว่า
You might say the "hand of God" wrote that number, and "we don't know how He pushed his pencil." We know what kind of a dance to do experimentally to measure this number very accurately, but we don't know what kind of dance to do on the computer to make this number come out, without putting it in secretly!


และบทความนี้จะทำหน้าที่ถอดรหัส และเฉลยลีลาการร่ายรำอันยิ่งใหญ่ที่สุดในจักรวาล และยังทำหน้าที่ยิ่งใหญ่อีกประการหนึ่งคือ เผยให้เห็นร่องรอย หรือหลักฐานสำคัญของพลังงานมืดที่ฝังยึดแน่นอยู่ในอณูของอนุภาคพื้นฐานทั้งสี่

เรขาคณิตของค่าคงที่ กับอนุภาคพื้นฐาน
เรขาคณิต ของค่าคงที่ เป็นแนวคิดที่พยายามอธิบายถึงค่าคงที่ในฟิสิกส์ควอนตัมและสนามโน้มถ่วงว่า ค่าคงที่ของฟิสิกส์อนุภาคมีลักษณะของความเป็นรูปร่างทางเรขาคณิตมากกว่าที่ จะเป็นเพียงตัวเลขทางคณิตศาสตร์แบบไร้รูปลักษณ์ เนื่องจากอนุภาคมูลฐานตลอดจนแรงพื้นฐานทั้ง 3 ล้วนมีความสัมพันธ์กับการหมุน(spin)และคลื่น(wavefunctions)ตลอดจนวงกลม(ในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของคลื่นและการหมุน) ดังรูป
แสดงความสัมพันธ์ระหว่างคลื่นและวงกลม

ตัวแทนของเรขาคณิตนี้ คือ แฟคเตอร์ 2 ซึ่งมีฐานะเป็นตัวกลางระหว่างความเป็นคลื่น การหมุน และวงกลม
ดังปรากฏให้เห็นผ่านค่าคงที่สำคัญที่เรียกว่า Dirac’s constant, ħ
เพราะว่าค่าคงที่ของดิแรก เกิดจากค่าคงที่ของแพลงค์ h หารด้วย 2 หรือ ħ=h/2 สมการที่เห็นนี้ไม่เพียงเป็นการแปลงหน่วยวัดจากความถี่เป็นหน่วยวัดพลังงานเท่านั้น แต่การหารด้วย2 หรือ คูณด้วยแฟคเตอร์1/2 กับ h ยังมีนัยความหมายสำคัญที่สุดอีก 2 ประการคือ
(1)การเปลี่ยนสถานะจากคลื่นให้มีสภาพลักษณะความเป็นก้อนวงกลม หรือทรงกลม ก้อนพลังงานหรือธรรมชาติของควอนตัมอีกด้วย
(2)แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างรัศมีและเส้นรอบวง หรือความยาวคลื่นกับแอมปลจูด อีกด้วย

แฟคเตอร์ 1/2 จึงเป็นการทำให้รัศมี(ของวงกลม)หรือแอมปลิจูด-amplitude(ของคลื่น) เกิดความสัมพันธ์กับเส้นรอบวงหรือความยาวคลื่น นั่นคือ รัศมี แอมปลิจูด เส้นรอบวง และความยาวคลื่นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันภายใต้แฟคเตอร์ 1/2 นั่นเอง

1/2 จึงเป็นแฟคเตอร์ที่มีมีสถานะพิเศษ 1/2 เป็นมากกว่าตัวคูณธรรมดาทางคณิตศาสตร์ แต่ยังเผยให้เห็นร่องรอยความเป็นรูปทรงทางเรขาคณิตในค่าคงที่ฟิสิกส์

ขณะเดียวกัน จำนวนธรรมชาติ เช่น ln(x) มีความสัมพันธ์กับตรีโกณและเรขาคณิตผ่านวงกลมได้ ดังรูป


ดังนั้น การที่ไฟน์แมนแลเห็นว่าจำนวนธรรมชาติเหล่านี้คือ  หรือ ln(x)-ซึ่งล้วนแต่เกี่ยวพันกับวงกลม และคลื่น- อาจไขปริศนาความลับของ137 จึงเป็นญาณทัศนะที่ลุ่มลึกและมีเหตุผล

จากที่กล่าวมาทำให้เห็นได้ชัดว่า วงกลมมีสถานะพิเศษ ราวกับทำหน้าที่เป็นรากฐานของจำนวนธรรมชาติทั้งหลาย ตลอดจนเป็นองค์ประกอบสำคัญของปรากฏการณ์ระดับอนุภาคพื้นฐาน

ดังนั้น ค่าคงที่ในฟิสิกส์อนุภาค จึงน่าจะมีความเป็นเรขาคณิต หรือรูปทรง มากกว่าเป็นค่าคงที่ที่เป็นเพียงตัวเลขทางคณิตศาสตร์แบบธรรมดาทั่วไปที่ไร้รูปลักษณ์

แนวคิดค่าคงที่เชิงเรขาคณิต ยังสอดประสานกับความเป็นโทโพโลยี Topology ของอนุภาคพื้นฐาน ซึ่งปรากฏอยู่ในทฤษฎีสตริง เป็นเรื่องราวเกี่ยวเนื่องกับหลักอนุรักษ์คุณสมบัติ เมื่อรูปทรงเหล่านั้นมีการยืด-หด หรือเปลี่ยนรูปร่างอย่างต่อเนื่อง แต่คุณสมบัติอันเป็นเนื้อหาของอนุภาคพื้นฐานนั้นยังคงที่เหมือนเดิมทุกประการ

บทบาทของโทโพโลยีในทฤษฎีสตริง จึงปรากฏผ่านคำสำคัญต่างเหล่านี้ เช่น Quantum topology, topological defect, topological entropy in physics, topological order, topological quantum number, topological string theory, arithmetic topology เป็นต้น
หรืออนุภาคหรือมิติของเทศะอยู่ในรูปเรขาคณิต เช่น ปรากฏในคำว่า quantum geometry เป็นต้น

จากร่องรอยและพยานหลักฐานที่ปรากฏบังคับให้เราต้องยอมรับว่า 15อนุภาคพื้นฐานมีความเกี่ยวข้องกับความเป็นเรขาคณิต โทโปโลยี คลื่น การหมุน และวงกลมตลอดจนคุณสมบัติอื่นที่เกี่ยวเนื่องคลื่น การหมุน และวงกลม
วงกลม กับ sqrt2
สิ่งเกี่ยวเนื่องกับวงกลม นอกจาก 2 หรือ ln(x)แล้ว คุณสมบัติของวงกลมหนึ่งหน่วยใดๆที่สัมพันธ์กับคลื่น พบว่าค่าเป็นไปได้ที่มากที่สุดของรัศมี(หรือแอมปลิจูด-amplitudeในกรณีเป็นคลื่น)คือรัศมียาวเท่ากับ1หน่วย(และหมายความว่าคลื่นที่สัมพันธ์กับวงกลมนั้น มีแอมปลิจูดเท่ากับ 1 หน่วยด้วย) ขณะเดียวกันจำนวนเกี่ยวพันของรัศมี(หรือแอมปลิจูดแล้วแต่กรณี)มีค่ามากที่สุดคือ21/2 เพราะเกิดจากอัตราส่วนที่สัมพันธ์กับรัศมี(หรือแอมปลิจูด)โดยอยู่ในรูปของเส้นทแยงมุมยาวเท่ากับ 21/2 ดังรูป

จากรูปคือ เส้นสีแดงยาวเท่ากับ21/2 ดังนั้น21/2 ย่อมปราฏเป็นเนื้อหาติดตัวของวงกลมหนึ่งหน่วยใดๆโดยปริยาย 21/2 จึงมีความสัมพันธ์กับวงกลมผ่านทฤษฎีบทของพิธากอรัส

มองในรูปความสัมพันธ์เชิงโทโพโลยี พบว่าพื้นที่วงกลมหนึ่งหน่วยซึ่งมีค่าเท่ากับ  หน่วย2 คือพื้นที่ของสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่มีความยาวด้านละ 1/2 หน่วย

หรือกรณีเส้นรอบวงของวงกลมหนึ่งหน่วยที่ยาวเท่ากับ  หน่วย ในเชิงโทโปโลยีจะเกี่ยวข้องกับสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่ยาวเท่ากับ /2หน่วย

ดังนั้นทฤษฎีสตริง นอกจากเกี่ยวข้องกับ 21/2 แล้ว ยังต้องเกี่ยวเนื่องกับจำนวนตัวเลข 1/2 และหรือ /2 ในอีกทางหนึ่งด้วย เพราะเส้นทแยงมุมยาว sqrt2*1/2หน่วย ดังนั้นหากพบจำนวน1/2 หรือ /2 ในทฤษฎีสตริง ให้ระลึกถึงความเป็นวงกลม คลื่น และสี่เหลี่ยมจัตุรัสของอนุภาคพื้นฐานในเชิงควอนตัมเชิงโทโพโลยีไว้ก่อนเป็นลำดับแรก

06 กุมภาพันธ์ 2554

บทเสนอเชิงทฤษฎี:(1/2π)*10^-18 C ในฐานะค่าคงที่ประจุพื้นฐาน : Theory of (1/2π)*10^-18 C as the Elementary Charge

บทเสนอเชิงทฤษฎี:(1/2π)*10^-18 C ในฐานะค่าประจุพื้นฐาน : Theory of (1/2π)*10^-18 Coulombs as the Elementary Charge


บทคัดย่อ

อนุภาคมูลฐาน(elementary particles)ในฟิสิกส์ควอนตัม(quantum physics) ทั้งเฟอร์เมียน(fermions)และโบซอน(bosons)มีรูปลักษณ์เป็นไปภายใต้กฎเกณฑ์การหมุน ±ħ/2 หรือ spin-statistics theorem ของ Fermi–Dirac statistics,และ Bose–Einstein statistics,และมีรูปแบบความเป็นคลื่นภายใต้กฎเกณฑ์ wavefunction เป็นหลักฐานและรหัสนัยว่า การหมุนเชิงวงกลม-โมเมนตัมเชิงมุม-ความเป็นคลื่น ในรูปแบบ 2π คือแก่นที่เป็นเนื้อหาติดตัวของทุกอนุภาคมูลฐาน เมื่ออาศัยแนวคิด fine structure constant, or alpha, α=1/137.035999 จะแลเห็นว่า c, h, and e คือค่าคงที่พื้นฐานของฟิสิกส์ควอนตัม และเผยให้เห็นร่องรอยของ 2π  ซุกซ่อนอยู่ในบรรดาค่าคงที่ทั้งสามนี้ กล่าวคือเมื่อ α=[ μ0ce^2]/2h จะได้ว่า α=[2πc*e^2]/h=7.29735=1/137.035999,

h=137.035999*2π*c*e^2, e^2=h/137.035999*2π*c, c=h/137.035999*2π*e^2, และ2π=h/137.035999*c*e^2

และทำนายในเชิงทฤษฎีต่อไปได้ว่าค่าของประจุพื้นฐาน e ใน 15 วินาทีแรกของจักรวาลตามทฤษฎีบิ๊กแบง(The Big Bang Theory)ภายใต้ thermal equilibrium เกิดสมดุลของโฟตอน(photons) อิเลคตรอน(electrons)และโพสิตรอน(positrons)ดังนี้

ทำให้ประจุพื้นฐานในยุคนี้ จะมีค่าเท่ากับ 1/2π*10^-18 คูลอมบ์ หรือ 1.592*10^-19 คูลอมบ์

สรุป เชิงทฤษฎีฟิสิกส์ได้ 3 แนวทาง
(1) ประจุพื้นฐานมีค่าเป็นจำนวนเท่าของไพ คือเท่ากับ 1/2π*10-^18 คูลอมบ์ หรือ 1.592*10^-19 คูลอมบ์ ซึ่งค่าที่วัดได้ในปัจจุบันวัดคือ 1.602*10-^19 คูลอมบ์ แสดงถึงการวัดที่แตกต่างกันอยู่ 0.0106*10^-19 คูลอมบ์ หรือ
(2) ถ้าอุณหภูมิลดลง ประจุพื้นฐานมีค่าเพิ่มขึ้นจาก 1.592*10^-19 คูลอมบ์ เป็น 1.602*10^-19 คูลอมบ์ หรือ
(3) ถ้าความเร็วแสงลดลงตามทฤษฎีของ Moffat's theory พยากรณ์ตามกรอบ e^2=h/137.035999*2π*cได้ว่า ประจุพื้นฐานจะมีค่าเพิ่มขึ้นจาก 1.592*10^-19 คูลอมบ์ เป็น 1.602*10^-19 คูลอมบ์

05 กุมภาพันธ์ 2554

บทเสนอเชิงทฤษฎี: 2π ในฐานะค่าคงที่จักรวาล : Theory of 2π as universal constant in quantum physics

บทเสนอเชิงทฤษฎี: 2π ในฐานะค่าคงที่จักรวาล : Theory of 2π as universal constant in quantum physics

บทคัดย่อ
อนุภาคมูลฐาน(elementary particles)ในฟิสิกส์ควอนตัม(quantum physics) ทั้งเฟอร์เมียน(fermions)และโบซอน(bosons)มีรูปลักษณ์เป็นไปภายใต้กฎเกณฑ์การหมุน ±ħ/2 หรือ spin-statistics theorem  Fermi–Dirac statistics , Bose–Einstein statistics, และมีรูปแบบความเป็นคลื่นภายใต้ wavefunction เป็นหลักฐานและรหัสนัยว่า การหมุนเชิงวงกลม โมเมนตัมเชิงมุม และความเป็นคลื่นในรูปแบบ 2π คือแก่นที่เป็นเนื้อหาติดตัวของทุกอนุภาคมูลฐาน เมื่ออาศัยแนวคิด fine structure constant or alpha, α=1/137.035999 จะแลเห็นว่า c, h, and e คือค่าคงที่พื้นฐาน และเผยให้เห็นร่องรอย 2π  ซุกซ่อนอยู่ในบรรดาค่าคงที่ทั้งสามนี้ กล่าวคือเมื่อ α=[ μ0ce^2]/2h

จะได้ว่า α=[2πc*e^2]/h=7.29735=1/137.035999, h=137.035999*2π*c*e^2, e^2=h/137.035999*2π*c, c=h/137.035999*2π*e^2, และ2π=h/137.035999*c*e^2

จากนี้สามารถทำนายในเชิงทฤษฎีต่อไปได้ว่า หากกำหนดให้ m’=1.05456 kg จะได้ว่า h=2π*10^-34 j’*s, e=[1/2π]*10^-18 C’ และ c=2π.2π./137.035999 m’/s นั่นคือ ทุกค่าคงที่พื้นฐานของฟิสิกส์ควอนตัม ทั้ง3 คือ c, h, and e มีความสัมพันธ์กับค่า 2π หรือเขียนค่าคงที่พื้นฐานให้อยู่ในรูปของ 2π ได้เสมอ นอกจากนี้8π or 4*2π ยังปรากฏเป็นแฟคเตอร์สำคัญใน Gravitational Constant หรือค่าคงคงที่ตัวที่ 4 อีกด้วย

ดังนั้นแฟคเตอร์ 2π คือ ค่าคงที่จักรวาล(universal constant)ในฟิสิกส์ควอนตัม